ประวัติศาสตร์เวียดนาม

เวียดนาม

ประวัติศาสตร์เวียดนาม ความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ และปัจจุบันนี้เวียดนาม ก็ถือว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้องของไทยอีกหนึ่งประเทศเลยก็ว่าได้ และตอนนี้เวียดนามก็จัดว่าเป็นประเทศที่มีวิวทิวทัศที่สวยงาม จนเวียดนามเป็นประเทศที่มีความน่าหลงใหล จนหลายคนอยากรู้ประวัติความเป็นมาของเวียดนาม และในวันนี้เรามีข้มูลเกี่ยวกับความเป็นมาของเวียดนามมาฝาก

ประวัติศาสตร์เวียดนาม และความเป็นมา

ประวัติศาสตร์เวียดนาม

เวียดนาม เป็นประเทศที่มีความเป็นมา และมีประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ที่ยาวนาน ถ้าหากจะกล่าวถึงประวัติแล้วละก็ จะต้องเริ่มตั้งแต่การก่อตั้งเวียดนามเป็นประเทศในนามของอาณาจักรวันลางเลยแล้วกัน

เมื่อราวๆ  3,000 ปีก่อนคริสตกาล แผ่นดินของเวียดนามถูกแบ่งแยกออกเป็นอาณาจักรเล็กๆ และในบางครั้งพื้นที่เหล่านั้นก็กลับมารวมกันได้อีก จนกระทั่งแผ่นดินทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ตั้งแต่ 111 ปี ก่อนคริสตกาล จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 1481 เวียดนามจึงได้รับอิสรภาพจากจีน

และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีการตั้งราชวงศ์ต่างๆ ขึ้นมาปกครองประเทศ แต่ทว่านั่นก็ยังมีการรบกันเองระหว่างตระกูลใหญ่ รวมไปถึงการรบกับฝ่ายประเทศจีนเป็นครั้งคราว รวมทั้งพวกจามปา และชาวเขมรด้วยพร้อมกัน

ประวัติศาสตร์เวียดนาม

จนกระทั่ง เหงียนอั๋นห์ ได้รวบรวมอาณาจักรเป็นหนึ่งเดียวกันได้ และเหงียนอั๋นห์ยังได้ตั้งราชวงศ์เหงียนขึ้นปกครองเวียดนาม ในช่วงปี พ.ศ. 2345 โดยความช่วยเหลือจากไทยสมัยรัชกาลที่ 1 และฝ่ายฝรั่งเศสสถาปนา เหงียนอั๋นห์เป็นจักรพรรดิยาลอง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2405  ฝรั่งเศสได้บุกโจมตีไซ่ง่อน รวมถึงจักรพรรดิตือดึ๊กยังได้เซ็นสัญญายอมแพ้ และหลังจากนั้นก็ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ช่วงปี พ.ศ. 2483 – 2497 โฮจิมินห์ก็ได้นำประชาชนต่อสู้กับฝรั่งเศส และยังได้พยายามกลับมามีอิทธิพล ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดมินห์

และในช่วงเวลาดังกล่าวหลังจากที่การทำสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ทางด้านของกองกำลังเวียดมินห์ได้พามวลชนลุกขึ้นสู้ในทุกหัวเมืองของเวียดนามในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 หลายคนเรียกกันว่า “การปฏิวัติเดือนสิงหาคม” และยังได้รับชัยชนะ

ข้อมูลประเทศเวียดนาม อาเซียน

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้ โฮจิมินห์ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของประเทศเวียดนาม และยังได้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่ในปี พ.ศ. 2489 ฝรั่งเศสก็ยังได้อ้างสิทธิ์กลับเข้ามาครอบครองอีกครั้ง

ไม่นานมากนัก ในปี พ.ศ. 2497   ฝรั่งเศสพ่ายแพ้แก่กองกำลังเวียดมินห์ ณ ค่ายเดียนเบียนฟู และที่นั่นก็ได้มีการทำสนธิสัญญาเจนีวา เจรจาสงบศึกที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งผลการเจรจาสงบศึกดังกล่าวทั้งสองฝ่ายได้ตกลงว่าฝรั่งเศส จะต้องให้เอกราชแก่เวียดนาม และประเทศเวียดนามจะต้องถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

ประชากรเวียดนาม

1.  เส้นขนานที่ 17 องศาเหนือ โดยทางฝั่งเวียดนามเหนือต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของโฮจิมินห์

2.  ส่วนแผ่นดินของเวียดนามใต้ ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิ เบาได๋ ซึ่งต่อมาพระองค์ก็ยังทรงแต่งตั้งนักชาตินิยม คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งก็คือ โง ดินห์ เดียม เป็นนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2498 โง ดินห์ เดียม ก็ได้จัดการลงประชามติเพื่อขับไล่ พระจักรพรรดิเบาได๋  และบังคับให้พระองค์ทรงเปลี่ยนมาใช้ระบอบสาธารณรัฐ โดยเขาเป็นประธานาธิบดี พระองค์จึงจำเป็นต้องสละราชบัลลังก์อีกครั้ง และลี้ภัยไปที่ปารีส และยังได้พำนักอยู่ที่นั่นตลอดพระชนม์ชีพ

การปกครองของประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม

เวียดนาม ภาษาอังกฤษ

การปกครองของประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม เป็นการปกครองแบบครอบครัว โดยมี โง ดินห์ นู ผู้เป็นน้องชาย ซึ่งในขณะนั้นเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดี และต่อมาไม่นานน้องสะใภ้ของประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ก็เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ ในเรื่องต่างๆ

และในช่วงนี้ก็ได้มีการปราบปรามประชาชน ซึ่งผู้ที่มีความเห็นแตกต่างทางด้านการเมือง และศาสนาเป็นอย่างมาก และในขณะเดียวกันผู้คนในชาติก็มีความแตกแยกทางความคิดอย่างสิ้นเชิง และยังได้มีการดึงเอาศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งยังมีการจำกัดการกระทำพิธีทางศาสนาพุทธในวันสำคัญต่างๆ อีกด้วย

ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนชาวเวียดนามใต้ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ จนกระทั่งถึงเหตุการณ์แตกหักในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2506 ทางด้านของหลวงพ่อ ทิด กว๋าง ดึ๊ก ก็ได้ตัดสินใจพลีชีพเพื่อเป็นการประท้วง โดยการจุดไฟเผาตัวเอง และก็มรณภาพด้วยความสงบ

เมืองหลวงเวียดนาม

สำหรับเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ก็คงไม่มีอะไรมากถ้าหากทางด้านของ มาดาม นู ไม่ออกมาให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวว่า “วันนี้มีคนหัวล้าน หน้าโง่จุดไฟเผาตัวเองเพื่อทำบาร์บีคิว” ซึ่งความเกลียดชัง และความโกรธแค้นให้แก่ชาวพุทธในเวียดนามเป็นอย่างมากจนหลายคน ออกมาต่อต้านรัฐบาลมากขึ้นประกอบกับการที่ประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม เป็นคนที่หัวแข็ง ไม่เชื่อฟังคำสั่งของใคร และที่สำคัญยังไม่ชอบทำตามนโยบายสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ ตามแบบฉบับอเมริกา

ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียมจึงถูกรัฐประหารยึดอำนาจ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 โดยประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม และน้องชาย ได้ถูกฆ่าตายในขณะที่อยู่ในรถถังที่ใช้ในการหลบหนี หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังดังขึ้น ก็ได้ทำการเลือกประธานาธิบดีใหม่ คือ นายพล เหงียน วัน เทียว ชายคนนี้มันจะสร้างภาพให้คนดูว่าเป็นนักประชาธิปไตย

แต่ทว่าภายในกลับเป็นคนที่เผด็จการที่รวบอำนาจทั้งบริหารอำนาจนิติบัญญัติไว้ในกำมือ และนายพล เหงียน วัน เทียวยังเล่นการเมืองแบบไม่ กลัวใคร ให้ผลประโยชน์แก่พวกพ้อง อีกทั้งยังใช้ผลประโยชน์เข้าล่อ เพื่อหาแนวร่วมแลกมากับการได้รับการสนับสนุนให้กับตัวเอง

แผนที่ประเทศเวียดนาม

ที่สำคัญ นายพล เหงียน วัน เทียวยังใช้กุศโลบายในการสร้างความแตกแยกจนเกิดกับฝ่ายตรงข้าม และหลังจาก ที่ทางด้านของประธานาธิบดีเหงียน วัน เทียว ได้ขึ้นปกครองประเทศ ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดสงครามระหว่างชนชาติเดียวกัน รวมถึงความรุนแรงฆ่ากันเอง

และต่อมาไม่นานสหรัฐอเมริการ่วมกับอีก 7 มิตรประเทศเข้าร่วมการทำสงครามเวียดนามอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งยังให้การสนับสนุนทั้งทางด้านเงินตรา อาวุธยุทโธปกรณ์ และก็กำลังทหารเป็นจำนวนมาก และต่อมาในช่วงการรบพุ่งที่รุนแรงในปี พ.ศ.2510 ฝ่ายอเมริกา ก็ได้ส่งทหารเข้าประจำการในเวียดนามใต้มากกว่า 500,000 นาย ในการสู้รบ

สำหรับการรบต่อเนื่องจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2516 เพราะถึงแม้ว่าทหารอเมริกันจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่ทว่าก็ไม่อาจจะสู้รบกับสงครามกองโจร หรือว่าการทำสงครามจรยุทธของเวียดกงในสมรภูมิที่ทหารต่างไม่คุ้นเคยได้ นอกจากนี้ทหารอเมริกันที่ถูกส่งเข้าไป ในเวียดนามถึง 2,500,000 นาย และทหารก็ได้เสียชีวิตไปกว่า 58,000 นาย บาดเจ็บมากกว่า 200,000 นาย

ประวัติศาสตร์เวียดนามตั้งแต่สมัยอาณานิคมฝรั่งเศสถึงปัจจุบัน

ที่สำคัญยังยังเชื่อว่าทหารฆ่าตัวตายจำนวนมาก เนื่องจากว่าทหารทนสภาพความโหดร้ายไม่ไหว อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการเดินขบวนต่อต้านสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามไปมากกว่านี้ จึงได้ทำในกเกิดการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ (Paris Peace Accords)  ณ วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2516 ที่กรุงปารีส และยังได้ส่วนร่วมทางทหารของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ยุติลงเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2516 โดยทางด้านของสหรัฐอเมริกาโอนภารกิจทั้งหมดให้รัฐบาลเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบซึ่งสงครามเวียดนามก็ยังคงดำเนินต่อไป

จนกระทั่งในช่วงปี พ.ศ. 2518 ทางด้านของกองทัพเวียดกงบุกเข้าถึงกรุงไซ่ง่อน ซึ่งทางด้านของไซ่ง่อนแตกการสู้รบสิ้นสุดลง เดือง วัน มินห์ ประธานาธิบดีเวียดนามใต้ก็ได้ออกมาประกาศ ยอมแพ้ เหตุการณ์ในครั้งนี้จึงเป็นการสิ้นสุดอำนาจของสหรัฐอเมริกาในเวียดนาม โดยทางด้านของชาวเวียดนามเรียกสงครามนี้ว่า “สงครามปกป้องชาติจากอเมริกัน”

ต่อมาไม่นานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 แผ่นดินเวียดนามเหนือ และแผ่นดินเวียดนามใต้ก็ถูกรวมเป็นประเทศเดียวกันในชื่อ “สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” ซึ่งแผ่นดินนี้มีการปกครองแบบสังคมนิยม โดยครั้งนี้มี “ฮานอย” เป็นเมืองหลวง และยังได้เปลี่ยนชื่อเมืองไซ่ง่อนเป็นโฮจิมินห์ซิตี้ โดยถูกปกครองพรรคคอมมิวนิสต์

อาณาจักรนามเวียด

และหลังจากที่เวียดนามได้รับเอกราช ก็ได้รับความช่วยเหลือจากจีน และทางด้านของสหภาพโซเวียต แต่ทว่าต่อมาก็เกิดปัญหาทำสงครามกับประเทศจีน จึงรับความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากทางด้านของสหภาพโซเวียตมาโดยตลอด แต่ทว่าจากระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบเวียดนาม ถือเป็นระบบเศรษฐกิจแบบนารวม หรือว่าเป็นของรัฐที่ไม่สามารถกระตุ้นการเพิ่มผลผลิตได้

อีกทั้งยังมีส่วนทำให้ระบบเศรษฐกิจของเวียดนามชะงักงัน และในที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2529 ฝ่ายรัฐบาลเวียดนามก็ได้เริ่มใช้นโยบายปฏิรูป เศรษฐกิจ รัฐบาลเวียดนามออกมาประกาศนโยบาย “โด่ย เหมย” (Doi Moi) หรือว่าการเปลี่ยนใหม่ที่ผ่อนผันให้ประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินได้ ที่สำคัญยังมีส่วนทำให้ประชาชนพ้นจากสภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น และนั่นก็ทำให้คุณภาพชีวิต ดีขึ้น

เมืองหลวงเวียดนาม ภาษาอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากนั้นก็เกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี พ.ศ. 2534  ประเทศเวียดนามจะต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น จนได้ปรับเปลี่ยนนโยบายเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างประเทศ พร้อมทั้งยังได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่างๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย