อาวุธนิวเคลียร์ กับ สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

อาวุธนิวเคลียร์ คือ วัตถุระเบิดที่มีอำนาจในการทำลายล้างมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยาฟิชชัน (atomic bomb)อย่างเดียว หรือ ฟิชชัน และฟิวชัน(hydrogen bomb)
อาวุธนิวเคลียร์ สมัยใหม่

อาวุธนิวเคลียร์ คือ

อาวุธเทอร์โมนิวเคลียร์สมัยใหม่ที่มีหนักรวมกว่า 1,100 กิโลกรัมเล็กน้อย ซึ่งอาวุธเทอร์โมนิวเคลียร์สามารถก่อให้เกิดแรงระเบิดเทียบเท่ากับการจุดระเบิดทีเอ็นทีมากกว่า 1.2 ล้านตัน ดังนั้น วัตถุนิวเคลียร์ลูกเล็กๆ ที่ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าระเบิดธรรมดา มีพลังทำลายล้างที่สามารถทำลายล้างนครทั้งนครได้

และด้วยแรงระเบิด ไฟและกัมมันตรังสี ทำให้อาวุธนิวเคลียร์ถูกพิจารณาว่าเป็นอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง และการใช้อาวุธเทอร์โมนิวเคลียร์ และควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ได้กลายเป็นจุดสนใจสำคัญของนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนับแต่ถือกำเนิดขึ้น

ประวัติฯ อาวุธนิวเคลียร์

ประวัติฯ อาวุธนิวเคลียร์

นับตั้งแต่เกิดเหตุการทิ้งระเบิดฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ อาวุธนิวเคลียร์ถูกจุดระเบิดกว่าสองพันโอกาส เพื่อจุดประสงค์ด้านการทดสอบ และสาธิต โดยมีเพียงไม่กี่ชาติเท่านั้นที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ หรือถูกสงสัยว่ากำลังแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์

และประเทศที่ทราบว่าเคยจุดระเบิดอาวุธนิวเคลียร์ และได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ครอบครองอาวุธนิวเคีลยร์ คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย ปากีสถาน และเกาหลีเหนือ

นอกเหนือจากนี้ ทางด้านของประเทศ อิสราเอลยังถูกเชื่ออย่างกว้างขวางว่าปัจจุบันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่ได้รับการรับรองว่ามี รัฐหนึ่ง แอฟริกาใต้ เคยออกมายอมรับว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทำขึ้นก่อนหน้านี้ในอดีต แต่นับแต่นั้นได้แยกประกอบคลังแสงของตนและส่งให้กับผู้คุ้มครองนานาชาติ

9 ประเทศ ใที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง

นิวเคลียร์ ญี่ปุ่น

1. ประเทศรัสเซีย มีหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมดใน 7,300 ลูก / พร้อมยิง 1,790 ลูก
2. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมด 6,970 ลูก / พร้อมยิง 1,750 ลูก
3. สหราชอาณาจักร มีหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมด 215 ลูก / พร้อมยิง 150 ลูก
4. ประเทศฝรั่งเศส มีหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมด 300 ลูก / พร้อมยิง 290 ลูก
5. ประเทศจีน มีหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมด 260 ลูก
6. ประเทศอินเดีย มีหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมด 110–120 ลูก
7. ประเทศปากีสถาน มีหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมด 120–130 ลูก
8. ประเทศอิสราเอล มีหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมด ราว 80 ลูก
9. ประเทศเกาหลีเหนือ มีหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมด น้อยกว่า 10 ลูก

สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons หรือ Non-Proliferation Treaty หรือ NPT) โดย สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ เป็นการสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

โดยการทำสัญญาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการกระจายของอาวุธนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีของอาวุธ เพื่อส่งเสริม ขอความร่วมมือการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ และเพื่อเป็นการผลักดันเป้าหมายการบรรลุการลดอาวุธนิวเคลียร์ และเพื่อเป็นการลดกำลังรบโดยทั่วไป และสมบูรณ์

สำหรับสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ถูกเปิดให้ลงนามในปี พ.ศ. 2511 โดยมีผลใช้บังคับในปี พ.ศ. 2513 วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2538 ที่ได้มีการขยายสนธิสัญญาฯ ขยายเวลาไปอย่างไม่มีกำหนด มีประเทศที่ปฏิบัติตาม NPT มากกว่าความตกลงจำกัดอาวุธ และยังมีส่วนช่วยลดกำลังรบอื่นใด อันเป็นหลักฐานความสำคัญของสนธิสัญญาฯ มี 191 รัฐเข้าร่วมสนธิสัญญาฯ

ถึงแม้ว่าเกาหลีเหนือ จะเห็นชอบกับ NPT ในปี พ.ศ. 2528 แต่เกาหลีเหนือห็ไม่เคยปฏิบัติตาม โดยประกาศถอนตัวในปี พ.ศ.2546 มีรัฐสมาชิกสหประชาชาติสี่รัฐไม่เคยเข้าร่วม NPT ได้แก่ อินเดีย อิสราเอล ปากีสถาน และเซาท์ซูดาน

สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

ซึ่งสนธิสัญญาดังกล่าวรับรองรัฐc ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ส่วนสี่รัฐอื่นที่ทราบ หรือเชื่อว่าครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน และเกาหลีเหนือ ที่ดำเนินการทดสอบอย่างเปิดเผย และประกาศว่าตนครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ฝ่ายอิสราเอลมีนโยบายปกปิด โครงการอาวุธนิวเคลียร์ของตน

นอกจากนี้ NPT ประกอบด้วยคำปรารภและ 11 ข้อ ถึงแม้ว่าจะไม่มีการแสดงมโนทัศน์ “เสา” อยู่ที่ใดใน NPT กระนั้น ในบางครั้งมีการตีความสนธิสัญญาว่าเป็นระบบสามเสา ซึ่งส่อความความสมดุลระหว่างเสา ดังนี้

1.การไม่แพร่ขยาย
2.การลดอาวุธ
3.สิทธิการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ

อย่างไรก็ตาม Non-Proliferation Treaty มักจะถูกมองโดยยึดการต่อรองศูนย์กลาง ก็คือ “รัฐมิใช่อาวุธนิวเคลียร์ตาม Non-Proliferation Treaty ตกลงว่าจะไม่ได้มา ซึ่งอาวุธนิวเคลียร์ และเพื่อเป็นการตอบแทน ทางด้านของรัฐอาวุธนิวเคลียร์ Non-Proliferation Treaty ตกลงแบ่งประโยชน์ของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในทางสันติ และยังเป็นการแสวงการลดอาวุธนิวเคลียร์โดยมุ่งกำจัดคลังแสงนิวเคลียร์ของตนในบั้นปลาย”

นอกจากนี้ ยังได้มีการทบทวนสนธิสัญญาดังกล่าวทุกห้าปี ในการประชุมเรียก “การประชุมทบทวนของภาคีสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์” เดิมทีเข้าใจว่าสนธิสัญญามีระยะเวลาจำกัด 25 ปี

นิวเคลียร์

แต่ทว่าภาคีผู้ลงนามตัดสินใจ ลงเป็นมติเห็นพ้องให้ขยายสนธิสัญญาอย่างไม่มีกำหนด และโดยปราศจากเงื่อนไขระหว่างการประชุมทบทวนในนครนิวยอร์กเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 โดยมีเอกอัครราชทูต โทมัส เกรแฮม จูเนอร์ เป็นผู้นำ

และเมื่อมีการเสนอ Non-Proliferation Treaty นั้น มีการทำนายว่าจะมีรัฐอาวุธนิวเคลียร์ 25–30 รัฐใน 20 ปี ทว่ากว่าสี่สิบปีให้หลัง มีห้ารัฐที่ไม่เป็นภาคี Non-Proliferation Treaty และรวมอีกสี่รัฐเท่านั้นที่มีความเชื่อว่าครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ มีการใช้มาตรการเพิ่มหลายอย่างเพื่อเสริมความเข้มแข็งของ Non-Proliferation Treaty และระบอบการไม่แพร่ขยายนิวเคลียร์ที่กว้างกว่า

และนั่นก็ยังทำให้รัฐยากที่จะได้มาซึ่งสมรรถนะผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งรวมการควบคุมการส่งออกของกลุ่มผู้จัดหานิวเคลียร์ และมาตรการพิสูจน์ยืนยันที่มีการเสริมของพิธีสารเพิ่มเติมของ IAEA อีกด้วย

เรียกได้ว่า อาวุธนิวเคลียร์ กับ สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวความรู้ ที่หลายคนยังไม่ทราบมาก่อน ความอาวุธนิวเคลียร์นั้นมีความรุนแรงยังไง และสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ทำขึ้นเพื่ออะไร ใครที่ชื่นชอบเรื่องราวแบบนี้ หวังว่าจะถูกใจนะคะ