พม่า หรือ เมียนมา

พม่า

พม่า หรือ เมียนมา เป็นประเทศที่น่าสนใจและน่าค้นหา และในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว ประเทศพม่า ถือว่ามีความน่าสนใจ เพราะเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพม่าในอดีตนั้นมีผลกระทบต่อหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย และนั่นก็ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้น และวันนี้เราจะกล่าวถึงเรื่องราวความเป็นมาของประเทศพม่า ว่าที่ผ่านมาพม่ามีเรื่องราวอะไรที่เกิดขึ้นบ้าง

ความเป็นมาของ พม่า

ความเป็นมาของ พม่า

พม่า หรือ เมียนมา มีชื่อทางการว่า “สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า” หรือ “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา”  ประเทศนี้เป็นรัฐเอกราชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นประเทศที่มีพรมแดนติดกับอินเดีย บังกลาเทศ จีน ลาว และประเทศไทย  ประเทศพม่าเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 40 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับ 2 ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ของประเทศพม่านั้นมีความยาวนาน และมีความซับซ้อน อีกทั้งบนแผ่นดินนี้ยังมีประชาชนหลายเผ่าพันธุ์เคยอาศัยอยู่ โดยเผ่าพันธุ์เก่าแก่ที่สุดที่ปรากฏได้แก่ชาวมอญ ต่อมามนช่วงราวๆ พุทธศตวรรษที่ 13 ชาวพม่าได้อพยพลงมาจากบริเวณพรมแดนระหว่างจีน และทิเบต เดินทางเข้ามาสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี

และพม่าก็ยังได้กลายเป็นชนเผ่าส่วนใหญ่ที่ปกครองประเทศในเวลาต่อมา สำหรับความซับซ้อนของประวัติศาสตร์พม่ามิได้เกิดขึ้นจากกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนพม่าเท่านั้น แต่ทว่านั่นก็เกิดจากความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอันได้แก่ ประเทศจีน ประเทศอินเดีย ประเทศบังกลาเทศ ประเทศลาว และประเทศไทย

มอญ

มอญ

คนมอญ หรือชาวมอญเป็นมนุษย์รุ่นแรกๆ ที่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนของประเทศพม่าเมื่อราว 11,000 ปีมาแล้ว แต่ทว่ากลุ่มชนแรกที่สามารถสร้างอารยธรรมเป็นเอกลักษณ์ของตนได้ในดินแดนพม่าก็คือชาวมอญนี้เองละคะ ซึ่งชาวมอญเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่ได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้เมื่อราว 2,400 ปีก่อนพุทธกาล และยังเป็นผู้สถาปนาอาณาจักรสุธรรมวดี อันเป็นอาณาจักรแห่งแรกขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 2 บริเวณใกล้เมืองท่าตอน (Thaton)

นอกจากนี้ ชาวมอญยังได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธผ่านทางอินเดีย โดยมีความเชื่อว่ามาจากการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช จากการบันทึกของชาวมอญในอดีตทำให้เราได้ทราบว่าผู้คนส่วนใหญ่ถูกทำลายในระหว่างสงคราม วัฒนธรรมของชาวมอญเกิดขึ้นจากการผสมเอาวัฒนธรรมจากชาวอินเดียเข้ากับวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของมอญจนกลายเป็นวัฒนธรรมลักษณะลูกผสม  และต่อมาในช่วงราวๆ พุทธศตวรรษที่ 14 ชาวมอญได้เข้าครอบครอง และมีอิทธิพลในดินแดนตอนใต้ของพม่า

ปยู

ปยู

ชาวปยู เป็นอีกหนึ่งชนเผ่า ที่เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนประเทศพม่า ตั้งแต่ช่วงราวๆ พุทธศตวรรษที่ 4 และเป็นชนเผ่าที่ได้สถาปนานครรัฐขึ้นหลายแห่ง อย่างเช่น พินนาคา มองกะโม้ อาณาจักรศรีเกษตร เปียทะโนมโย และฮะลีนจีท ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งดินแดนพม่าเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าระหว่างจีน กับอินเดีย

และข้อมูลของจีนพบว่า มีหลายเมืองที่อยู่ภายใต้อำนาจปกครองของชาวปยู 18 เมือง และชาวปยูก็เป็นชนเผ่าที่รักสงบ ไม่มีหลักฐานปรากฏว่ามีสงครามเกิดขึ้นระหว่างชนเผ่าปยู ซึ่งข้อขัดแย้งมักยุติด้วยการคัดเลือกตัวแทนให้เข้าประลองความสามารถกัน

ที่สำคัญชาวปยูยังนิยมสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ทำจากฝ้าย อาชญากรมักถูกลงโทษด้วยการโบย หรือการจำขัง เว้นแต่ได้กระทำความผิดอันร้ายแรงจนถึงโทษประหารชีวิต ชาวปยูนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท และเด็ก ๆ ได้รับการศึกษาที่วัดตั้งแต่อายุ 7 ขวบ จนถึง 20 ปี

สำหรับนครรัฐของชาวปยูไม่เคยรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ทว่านครรัฐขนาดใหญ่มักมีอิทธิพลเหนือนครรัฐขนาดเล็ก ซึ่งแสดงออกโดยการส่งเครื่องบรรณาการให้ และนครรัฐยังมีอิทธิพลมากที่สุดได้แก่ศรีเกษตร ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้มีหลักฐานเชื่อได้ว่า เป็นเมืองโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือไม่ปรากฏหลักฐานว่าอาณาจักรศรีเกษตรถูกสถาปนาขึ้นเมื่อใด

แต่ทว่านั่นก็มีการกล่าวถึงในพงศาวดารว่ามีการเปลี่ยนราชวงศ์เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 637 ซึ่งนั่นก็แสดงให้เห็นว่าอาณาจักรศรีเกษตรต้องได้รับการสถาปนาขึ้นก่อนหน้านั้น และก็มีความชัดเจนว่า อาณาจักรศรีเกษตรถูกละทิ้งไปในปีพุทธศักราช 1199 และอพยพขึ้นไปสถาปนาเมืองหลวงใหม่ทางตอนเหนือ แต่ทว่าเรื่องนี้ยังไม่ทราบข้อมูลอย่างแน่ชัดว่าเมืองดังกล่าวคือเมืองใด ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางท่านต่างก็มีความเชื่อว่าเมืองดังกล่าวคือเมืองฮะลีนจี

อย่างไรก็ตาม เมืองดังกล่าวเป็นเมืองที่ถูกรุกรานจากอาณาจักรน่านเจ้าในราวพุทธศตวรรษที่ 15 จากนั้นก็ไม่ปรากฏหลักฐานกล่าวถึงชาวปยูอีกเลย

อาณาจักรพุกาม

อาณาจักรพุกาม

“พุกาม” (Pagan) เป็นอาณาจักรที่เข้ามาแทนที่ภาวะสุญญากาศทางอำนาจ ต่อมาในช่วงของรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธา (พ.ศ. 1587–1620) พระองค์สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวสำเร็จ และเมื่อพระองค์ทรงตีเมืองท่าตอนของชาวมอญได้ราวๆ ปีพุทธศักราช 1600 อาณาจักรพุกามก็กลายเป็นอาณาจักรที่มีความเข้มแข็งที่สุดในดินแดนพม่า

โดยอาณาจักรพุกามมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้นในช่วงการครองราชของพระเจ้าจานสิตา (พ.ศ. 1624–1655) และพระเจ้าอลองสิธู (พ.ศ. 1655–1710) ซึ่งนั่นก็มีส่วนรทำให้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ดินแดนในคาบสมุทรสุวรรณภูมิเกือบทั้งหมดถูกครอบครองโดยอาณาจักรเพียงแค่สองแห่ง คือ “อาณาจักรเขมร” และ “อาณาจักรพุกาม”

และต่อมาอำนาจของอาณาจักรพุกามค่อย ๆ เสื่อมลง และด้วยเหตุผลหลักสองประการ และส่วนหนึ่งมากจากการถูกเข้าครอบงำ โดยของคณะสงฆ์ผู้มีอำนาจ และในอีกส่วนหนึ่งก็มาจากการรุกรานของจักรวรรดิมองโกลที่เข้ามาทางตอนเหนือ และพระเจ้านรสีหบดี ก็ได้ทรงนำทัพสู่ยุนนานเพื่อยับยั้งการขยายอำนาจของมองโกล

แต่ทว่าเมื่อพระองค์ทรงแพ้สงครามที่งาซองจาน (Ngasaunggyan) ในช่วงปีพุทธศักราช 1820  โดยทัพของอาณาจักรพุกามก็เกิดการระส่ำระสายเกือบทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้ทางด้านของพระเจ้านรสีหบดีถูกพระราชโอรสปลงพระชนม์ ต่อมาในช่วงปีพุทธศักราช 1830 ก็กลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้อาณาจักรมองโกลตัดสินใจรุกรานอาณาจักรพุกามในปีเดียวกัน

และในภายหลังสงครามครั้งนี้ อาณาจักรมองโกลก็เข้าครอบครองดินแดนของอาณาจักรพุกามได้ทั้งหมด ซึ่งราชวงศ์พุกามสิ้นสุดลงเมื่อมองโกลแต่งตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นมาเพื่อบริหารดินแดนพม่าในปีพุทธศักราช 1832

อังวะ และหงสาวดี

อังวะ และหงสาวดี

หลังจากการล่มสลายของ อาณาจักรพุกาม ชาวพม่าได้แตกแยกออกจากกันอีกครั้ง โดยราชวงศ์อังวะที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรพุกามที่ได้ถูกสถาปนาขึ้นที่เมืองอังวะในปีพุทธศักราช 1907 ศิลปะ และวรรณกรรมของพุกามได้ถูกฟื้นฟู จนทำให้ยุคนี้กลายเป็นยุคทองแห่งวรรณกรรมของพม่าเลยก็ว่าได่ แต่เนื่องด้วยอาณาเขตที่ยากต่อการป้องกันการรุกรานจากศัตรู เมืองอังวะจึงถูกชาวไทใหญ่เข้ามาครอบครองได้ในปีพุทธศักราช 2070

ราชวงศ์ตองอู

ราชวงศ์ตองอู

พระเจ้าเมงจีโย ทรงรวบรวมชาวพม่าที่หลงเหลืออยู่ในแผ่นดิน โดยสถาปนาเมืองตองอูขึ้นเป็นราชธานี เมื่อเมืองตองอูมีความเข้มแข็งขึ้นมาในรัชสมัยของ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พระโอรสของพระองค์ ซึ่งได้แผ่อาณาเขตของอาณาจักรขยายไปรอบด้าน อย่างเช่น แปร, พะสิม อังวะ, ยะไข่ และที่สำคัญมากที่สุดคือ หงสาวดี อันเป็นอาณาจักรเดิมของชาวมอญ

ในช่วงระยะเวลานี้ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น และชาวไทใหญ่ขณะนั้นมีกำลังเข้มแข็งเป็นอย่างมากทางตอนเหนือ การเมืองภายในอาณาจักรอยุธยาเกิดความไม่มั่นคง ในขณะที่ชาวโปรตุเกสเริ่มมีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสามารถเข้าครอบครองมะละกาได้

ซึ่งการเข้ามาของบรรดาพ่อค้าชาวยุโรป มีส่วนทำให้พม่ากลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญการที่พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ได้ตี และย้ายเมืองหลวงจากตองอูมาอยู่ที่เมืองหงสาวดีแทน ซึ่งเป็นเมืองของชาวมอญ เหตุผลส่วนหนึ่งก็เนื่องด้วยทำเลทางการค้า และการกดให้ชาวมอญอยู่ภายใต้อำนาจ

นอกจากนี้พระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งเป็นพระเทวัน (พี่เขย) ของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ที่ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อมา และสามารถเข้าครอบครองอาณาจักรต่าง ๆ รายรอบได้ อาทิ มณีปุระ  อยุธยา  ในรัชสมัยของพระองค์พม่ามีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด อย่างไรก็ตาม ทั้งมณีปุระ และอยุธยา ต่างก็ออกมาประกาศตนเป็นอิสระภายในเวลาต่อมาไม่นาน

และเมื่อต้องเผชิญกับการก่อกบฏจากเมืองขึ้นหลายแห่ง ประกอบกับการรุกรานของชาวโปรตุเกส ทำให้กษัตริย์แห่งราชวงศ์ตองอูจำเป็นต้องถอนตัวจากการครอบครองดินแดนทางตอนใต้ โดยการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองอังวะ พระเจ้าอโนเพตลุน ที่เป็นพระนัดดาของพระเจ้าบุเรงนอง และยังสามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งต่อมาในช่วงพุทธศักราช 2156 พระองค์ก็ตัดสินใจที่จะใช้กำลังเข้าต่อต้านการรุกรานของชาวโปรตุเกส พระเจ้าทาลุน ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ก็ได้ฟื้นฟูหลักธรรมศาสตร์ของอาณาจักรพุกามเก่า แต่ทว่าพระองค์ก็ทรงใช้เวลากับเรื่องศาสนามากเกินไป จนละเลยเรื่องที่จะใส่ใจต่ออาณาเขตทางตอนใต้

แต่ท้ายที่สุด หงสาวดี ที่ได้รับการสนับสนุนจากชาวฝรั่งเศสซึ่งตั้งมั่นอยู่ในอินเดีย ต่างก็ได้ทำการประกาศเอกราชจากอังวะ หลังจากนั้นอาณาจักรของชาวพม่าก็ค่อย ๆ อ่อนแอลง และล่มสลายไปในราวๆ ปีพุทธศักราช 2295 จากการรุกรานของชาวมอญ

ราชวงศ์โกนบอง

ราชวงศ์โกนบอง

ราชวงศ์โกนบอง หรือว่า ราชวงศ์อลองพญา ได้รับการสถาปนาขึ้น และสร้างความเข้มแข็งมากจนถึงขีดสุดได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ที่สำคัญพระเจ้าอลองพญาเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมจากชาวพม่า และยังได้ขับไล่ชาวมอญที่เข้ามาครอบครองดินแดนของชาวพม่าได้ในปี พ.ศ. 2296

หลังจากนั้นพระองค์ก็สามารถเข้ายึดครองอาณาจักรมอญทางใต้ได้ในปี พ.ศ. 2302 อีกทั้งยังสามารถกลับเข้ายึดครองกรุงมณีปุระได้ในช่วงเวลาเดียวกัน และหลังจากการบุกเข้ายึดครองตะนาวศรีพระองค์ได้ยาตราทัพเข้ารุกรานอยุธยา แต่ทว่าก็ต้องประสบความล้มเหลวเมื่อพระองค์สวรรคตระหว่างการสู้รบนั่นเอง

ต่อมา พระเจ้ามังระ(พระราชโอรส) ก็ได้โปรดให้ส่งทัพเข้ารุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2309 ซึ่งการทำสงครามในครั้งนี้พระเจ้ามังระประสบความสำเร็จ ต่อมาในรัชสมัยนี้แม้ชาวจีนจะพยายามขยายอำนาจเข้าสู่ดินแดนพม่า แต่พระองค์ก็สามารถยับยั้งการรุกรานของจีนได้ทั้งสี่ครั้ง และนั่นก็ทำให้ความพยายามในการขยายพรมแดนของจีนทางด้านนี้ต้องยุติลงเพียงเท่านี้

ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าปดุง พระโอรสอีกพระองค์หนึ่งของพระเจ้าอลองพญา พม่าก็ต้องสูญเสียอำนาจที่มีเหนืออยุธยาไป แต่ทว่าเหตุการณ์นี้พระองค์ก็สามารถผนวกดินแดนยะไข่ และตะนาวศรีเข้ามาไว้ได้ในปี พ.ศ. 2327 และ 2336 ตามลำดับ

ในช่วงเดือนมกราคมของปี พ.ศ. 2366 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าจักกายแมง ขุนนางชื่อมหาพันธุละ ได้นำทัพเข้ารุกรานแคว้นมณีปุระ และอัสสัมได้สำเร็จ ซึ่งนั่นก็มีส่วนทำให้พม่าต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับอังกฤษที่ครอบครองอินเดียอยู่ในขณะนั้น

 การล่มสลายของราชอาณาจักร

 การล่มสลายของราชอาณาจักร

สืบเนื่องจากการพยายามขยายอำนาจของชาวอังกฤษ ทำให้กองทัพอังกฤษได้เข้าทำสงครามกับพม่าในปี พ.ศ. 2367 โดยสงครามระหว่างพม่า และอังกฤษครั้งที่หนึ่ง ต้องยุติลงโดยอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำเป็นต้องทำสนธิสัญญายันดาโบกับอังกฤษ และนั่นก็ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนอัสสัม, มณีปุระ, ยะไข่ และดินแดนของตะนาวศรีไป

ซึ่งอังกฤษเองก็เริ่มต้นตักตวงทรัพยากรต่าง ๆ ของพม่านับแต่นั้นเป้นต้นมา เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับวัตถุดิบที่จะป้อนสู่สิงคโปร์ ซึ่งนั่นสร้างความแค้นเคืองให้กับทางพม่าเป็นอย่างมาก และหลังจากนั้นไม่นานกษัตริย์องค์ต่อมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญายันดาโบ และได้ทำการโจมตีผลประโยชน์ของฝ่ายอังกฤษทั้งต่อบุคคล และเรือ และเหตุการณ์นี้เองที่เป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างพม่า และประเทศอังกฤษครั้งที่สอง ซึ่งนั่นก็ก็จบลงโดยชัยชนะเป็นของอังกฤษครั้งที่สอง

หลังจากที่สิ้นสุดสงครามครั้งนี้อังกฤษได้ผนวกดินแดนทางใต้เข้าไว้กับตน โดยการเรียกดินแดนดังกล่าวใหม่ว่าพม่าตอนล่าง สำหรับการเกิดสงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในพม่า โดยเริ่มต้นด้วยการเข้ายึดอำนาจ โดยพระเจ้ามิ  ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระชนนี ของพระเจ้ามินดงที่ได้พยายามที่จะปรับปรุงพัฒนาประเทศพม่าเพื่อต่อต้านการรุกรานของอังกฤษ พระองค์จึงได้สถาปนามัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นการยากต่อการรุกรานจากภายนอกขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ แต่ทว่านั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานจากอังกฤษได้

ต่อมาในช่วงที่ พระเจ้าธีบอ ทรงมีบารมีไม่พอที่จะควบคุมราชอาณาจักร จึงทำให้เกิดความวุ่นวายต่างๆ ไปทั่วอาณาบริเวณชายแดน ในที่สุดพระองค์ได้ตัดสินพระทัยที่จะยกเลิกสนธิสัญญากับอังกฤษที่พระเจ้ามินดงได้ทรงกระทำไว้ และยังได้ประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งที่สามในปี พ.ศ. 2428 และผลของการทำสงครามครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถเข้ามาครอบครองดินแดนประเทศพม่าส่วนที่เหลือเอาไว้ได้ทั้งหมด

เอกราช

เอกราช

พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในช่วงปี พ.ศ. 2429 และระยะก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เล็กน้อย ชาวญี่ปุ่นได้เข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้ทำการติดต่อกับพวกทะขิ่น ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรของนักชาตินิยมในพม่า โดยมีออง ซาน ผู้นำของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยย่างกุ้งเป็นหัวหน้า และนั่นก็ทำให้พวกทะขิ่นเข้าใจว่าญี่ปุ่นจะสนับสนุนการประกาศอิสรภาพของพม่าจากอังกฤษ แต่ทว่าเมื่อญี่ปุ่นยึดครองพม่าได้แล้วกลับพยายามหน่วงเหนี่ยวไม่ให้พม่าประกาศเอกราช และยังได้ส่งอองซานและพวกทะขิ่นประมาณ 30 คน เดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อรับคำแนะนำในการดำเนินการเพื่อทำการเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษ

หลังจากนั้นไม่นาเมื่อคณะของอองซานได้เดินทางกลับพม่าในปี พ.ศ. 2485 อองซานก็ได้ก่อตั้ง องค์การสันนิบาตเสรีภาพแห่งประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ เพื่อต่อต้านชาวญี่ปุ่นอย่างลับ ๆ องค์การนี้ภายหลังได้กลายเป็นพรรคการเมือง ที่มีชื่อว่า พรรค AFPFL เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว อองซาน และพรรค AFPFL ก็ได้เจรจากับอังกฤษ

โดยการเจรจาในครั้งนี้ทำให้อังกฤษยืนยันที่จะให้พม่ามีอิสรภาพปกครองตนเองภายใต้เครือจักรภพ และยังมีข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำพม่าช่วยให้คำปรึกษา แต่ทว่าอองซานมีอุดมการณ์ที่ต้องการเอกราชอย่างสมบูรณ์ ชาวอังกฤษได้พยายามสนันสนุนพรรคการเมืองอื่น ๆ เพื่อขึ้นแข่งอำนาจกับพรรค AFPFL ของอองซานแต่ทว่าไม่เป็นผลสำเร็จ จึงได้ยินยอมให้พรรค AFPFL ขึ้นมาบริหารประเทศโดยมีอองซานเป็นหัวหน้า

ทั้งนี้อองซาน ยังมีนโยบายสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยังต้องการเจรจากับรัฐบาลอังกฤษโดยสันติวิธี จึงทำให้เกิดความขัดแย้งกับฝ่ายนิยมคอมมิวนิสต์ของพรรค AFPFL อองซาน และคณะรัฐมนตรีอีก 6 คน ถูกลอบสังหาร ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ในขณะที่เดินออกจากที่ประชุมสภา และตะขิ้นนุหรือว่าอู นุ ก็ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนและได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2490 โดยทางฝ่ายของอังกฤษได้มอบเอกราชให้แก่พม่าแต่ยังรักษาสิทธิทางการทหารไว้เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 อังกฤษจึงได้มอบเอกราชให้แก่พม่าอย่างสมบูรณ์

การปกครองโดยทหาร

การปกครองโดยทหาร

ใน พ.ศ. 2501 ประเทศพม่าก็ประสบความล้มเหลวทางด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนั้น สันนิบาตเสรีภาพประชาชนที่ร่วมกันต่อต้านฟาสซิสต์ยังแตกแยกออกเป็นสองส่วน ซึ่งกลุ่มหนึ่งนำโดยอู นุและติน และอีกกลุ่มนำโดยบะส่วย และจอเย่ง แม้ว่าทางด้านของอูนุจะประสบความสำเร็จในการนำประชาธิปไตยเข้าสู่ยะไข่โดยอูเซนดา แต่ทว่านั่นก็ทำให้เกิดปัญหากับชาวปะโอ ชาวมอญ และชาวไทใหญ่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้รัฐสภาไม่มีเสถียรภาพ แม้ว่าทางด้านของอูนุจะผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจโดยได้รับการสนับสนุนจากแนวร่วมสหชาติ

ที่สำคัญกองทัพยังได้เจรจาปัญหาเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์พม่า กับรัฐบาลของอูนุ ซึ่งมีส่วนทำให้อูนุเชิญเน วิน ผู้บัญชาการทหารเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งบรรดากลุ่มแนวร่วมสหชาติถูกจับกุม 400 คน และยังมี 153 คนถูกส่งไปยังหมู่เกาะโกโกในทะเลอันดามัน และที่สำคัญในกลุ่มที่ถูกจับกุมมีอองทาน พี่ชายของอองซานด้วย หนังสือพิมพ์ Botahtaung Kyemon Rangoon Daily ได้ถูกสั่งปิด

นอกจากนี้รัฐบาลของเน วิน ประสบความสำเร็จในเรื่องของการทำให้สถานการณ์มั่นคง และทำให้เกิดการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2503 ซึ่งพรรคสหภาพของอูนุได้เสียงข้างมาก แต่ทว่าทางด้านของเสถียรภาพไม่ได้เกิดขึ้นนาน เมื่อขบวนการสหพันธ์ฉานนำโดยเจ้าส่วยใต้ โดยเจ้าฟ้าเมืองยองห้วยที่เป็นประธานาธิบดีคนแรกของพม่า ที่ต้องการสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 ที่ขอแยกตัวออกไปได้เมื่อรวมตัวเป็นสหภาพครบสิบปี

ต่อมา เน วิน ได้พยายามลดตำแหน่งของเจ้าฟ้าของไทใหญ่โดยแลกกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในปี พ.ศ. 2502 ในที่สุด เน วินก็ได้ก่อรัฐประหารในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2505 อูนุ และอีกหลายคนต่างถูกจับกุม เจ้าส่วยใต้ถูกยิงเสียชีวิต เจ้าจาแสง เจ้าฟ้าเมืองตี่บอ ก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยที่จุดตรวจใกล้ตองจี

หลังจากที่ได้มีการปฏิวัติระดับชาติเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2531 การปฏิวัติเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2531 และจากวันนี้ก็ ทำให้เหตุการณ์นี้มักเป็นที่รู้จักในชื่อ “การก่อการปฏิวัติ 8888”  โดยประเทศพม่าปกครองโดยพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า ที่มีพรรคการเมืองเดียวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 การปกครองเน้นชาตินิยมและรัฐเข้าควบคุมการวางแผนทุกประการ

การลุกฮือของชาวพม่า

สำหรับการลุกฮือของชาวพม่าก็เริ่มต้นจากนักศึกษาในเมืองย่างกุ้งเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ข่าวการประท้วงของนักศึกษาได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ และต่อมามีประชาชนเรือนแสนที่เป็นพระภิกษุ เยาวชน นักศึกษา แม่บ้าน และรวมถึงหมอ ออกมาประท้วงต่อต้านระบอบการปกครอง

นอกจากนี้รัฐบาลได้มีคำสั่งให้สลายฝูงชนด้วยอาวุธ ซึ่งนั่นก็ทำให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก ต่อมาในวันที่ 18 กันยายน เกิดการรัฐประหาร และทหารได้กลับมาปกครองประเทศอีกครั้ง และได้มีการจัดตั้งสภาสันติภาพ และการพัฒนาแห่งรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรที่เปลี่ยนรูปมาจากพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า

หลังจากที่ได้ประกาศกฏอัยการศึก และได้เกิดการประท้วงที่รุนแรงขึ้นของทั้ง นักศึกษา พระสงฆ์ และนักเรียนราวพันคนถูกสังหาร และยังมีประชาชนอีกกว่า 500 คน ต้องถูกฆ่าจากเหตุการณ์การประท้วงนอกสถานทูตสหรัฐอเมริกา โดยนักศึกษาบางส่วนได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย แต่ในขณะที่ในพม่ารายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 350 คน ต่อมาในวันที่ 21 กันยายน ทางฝ่ายรัฐบาลก็ได้เข้ามาปกครองประเทศ และขบวนการต่อต้านได้สลายตัวไปในช่วงเดือนตุลาคม

รัฐบาลทหารพม่า

ต่อมาเมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2531 ข้อมูลและแหล่งข่าวต่างเชื่อว่าผู้เสียชีวิตร่วมหมื่นคน และสูญหายอีกจำนวนมากจากปฏิบัติการทางทหารระหว่างการก่อการปฏิวัติ

นอกจากนี้เหตุการณ์การประท้วงเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ที่นำโดยคณะพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี นักศึกษา และประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2550 โดยเหตุการณ์นี้เริ่มจากการไม่พอใจของประชาชนต่อการประกาศขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัว และยังขึ้นราคาก๊าซหุงต้มถึง 5 เท่าอย่างฉับพลัน โดยไม่ได้ประกาศแจ้งบอกของรัฐบาลทหารพม่า

การประท้วงในครั้งนี้เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยมา จนถึงวันที่ 5 กันยายน ที่ได้มีการชุมนุมประท้วงที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองปะโคะกู ทางตอนกลางของประเทศ เจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุม และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก สื่อมวลชนบางแห่งได้เรียกเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ว่า Saffron Revolution หรือ การปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์

ปฐม นิคหกรรม

สำหรับ คณะพระภิกษุ ถือว่าเป็นสถาบันที่ได้รับความเคารพอย่างสูงจากชาวพม่า โดยประกาศ “ปฐม นิคหกรรม” ไม่รับบิณฑบาตจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารพม่า ทหาร และครอบครัว และยังเรียกร้องให้ทางการพม่า ออกมาขอโทษองค์กรสงฆ์อย่างเป็นทางการภายในวันที่ 17 กันยายน แต่ทว่านั่นก็ไม่ได้รับการตอบสนอง ภิกษุสงฆ์จึงเริ่มเข้าร่วมการประท้วงด้วยตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน

และเมื่อรวมผู้ประท้วงแล้วมากกว่า 1 แสนคน จึงทำให้การประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการครั้งนี้นับว่าเป็นการประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีการประท้วงเมื่อปี พ.ศ. 2531 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 คน ในการใช้กำลังทหารเข้าสลายการประท้วง

เรียกได้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมดของพม่า ทำให้ผระเทศนี้มีความน่าสนใจ เริ่มตั้งแต่ช่วงยุคแรกๆ ที่มีการตั้งถิ่นฐาน การทำสงคราม  และปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น และในปัจจุบันนี้ประเทศพม่าก็กลายเป็นประเทศที่มีอารยธรรมแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม