โมไอ รูปปั้นหินซึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ บนเกาะอีสเตอร์

โมไอ

โมไอ รูปปั้นหินขนาดยักษ์ที่อยู่บนเกาะอีสเตอร์ อีกหนึ่งเรื่องราวที่ได้รับความสนใจจากนักโบราณคดีทั่วโลก เพราะว่าบนเกาะแห่งนี้ยังไม่มีใครค้นพบว่ารูปปั้นหินขนาดยักษ์เกิดขึ้นได้อย่างไร และใครเป็นคนสร้าง วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโมอายรูปหินรูปร่างคล้ายมนุษย์ว่าเจ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และใครเป็นคนทำ

 

โมไอ คืออะไร?

โมไอ คืออะไร?

โมไอ คือ รูปปั้นหินซึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ และส่วนศีรษะยังมีขนาดใหญ่ โมไอถูกพบมากกว่า 600 ตัว กระจายอยู่ทั่วเกาะอีสเตอร์ อุทยานแห่งชาติราปานูอี ประเทศชิลี นอกจากนี้โมไอเกือบทั้งหมดที่พบนั้นถูกแกะสลักมาจากหินก้อนเดียว แต่ทว่าโมไอบางตัวก็มีของประดับลักษณะคล้ายหมวกหรือมวยผมซึ่งเราจะเรียกว่า “ปูเกา” (pukao) เป็นชิ้นต่างหากอยู่บนศีรษะ

นอกจากนี้โมไอเกือบทั้งหมดถูกแกะสลักมาจากเหมืองหินที่ปล่องภูเขาไฟราโนรารากู (Rano Raraku) ซึ่งภือว่าเป็นที่ที่พบโมไออยู่กว่า 400 ตัว ที่อยู่ในกระบวนการแกะสลักซึ่งใกล้เสร็จสมบูรณ์

จากการค้นพบรูปปั้นโมไอที่ยังแกะสลักอยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั้น ทำนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเหมืองหินเหล่านั้นได้ถูกทิ้งร้างไปอย่างกะทันหัน นอกจากนั้นการค้นพบ โมไอเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพล้มนอน ซึ่งเชื่อกันว่าชาวพื้นเมืองบนเกาะเป็นผู้ทำให้มันล้ม

moai

สำหรับลักษณะที่เด่นชัดของ โมไอ คือ ส่วนหัว แต่ทว่าก็ยังมีโมไอหลายตัวซึ่งมีส่วนหัวไหล่, แขน และลำตัว ซึ่งเป็นโมไอที่พบหลังจากถูกฝังมานานนับปี นอกจากนี้ความหมาย และวัตถุประสงค์ของการสร้างโมไอนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด และปัจจุบันนี้ก็มีการสันนิษฐานกันไปต่าง ๆ นานา

และข้อสันนิษฐานที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดข้อหนึ่ง คือ รูปปั้นโมไอ ถูกแกะสลักโดย “ชาวโปลินีเซีย” ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะนี้เมื่อกว่า 1,000 ปี มาแล้ว ส่วนข้อสันนิษฐานนี้เชื่อว่า พวกโปลินีเซียอาจจะสร้างรูปปั้นโมไอขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนถึงบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ หรือว่าอาจจะเป็นผู้ซึ่งมีความสำคัญ ณ สมัยนั้น หรืออาจจะเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะของครอบครัว

ในตำนานเกาะนั้นกล่าวถึงหัวหน้าชนเผ่าเสาะหาที่ตั้งบ้านใหม่ และเขาได้เลือกหมู่เกาะอีสเตอร์ หลังจากที่หัวหน้าเผ่าตายไป เกาะแห่งนี้ก็ได้ถูกแบ่งให้เหล่าลูกชายของเขา เพื่อให้เป็นหัวหน้าเผ่าคนใหม่

และเมื่อไหร่ก็ตามที่หัวหน้าเผ่าคนใดตายไป ก็จะมีการนำโมไอไปตั้งไว้ ณ สุสาน ซึ่งชาวเกาะทั้งหลายเชื่อว่ารูปปั้นโมไอจะรักษาจิตวิญญาณของหัวหน้าเผ่าที่จากไปเหล่านั้นได้ และความเชื่อของชาวเกาะ การแกะสลักโมไอเพื่อให้นำสิ่งดี ๆ มาสู่เกาะ อย่างเช่น ฝนตก พืชพรรณสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ตำนานนี้อาจจะมีการบิดเบือนไปจากความจริง เนื่องจากได้มีการเล่าสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน

 

ไขปริศนา รูปปั้นโมไอ เกาะอีสเตอร์

โมไอ เกาะอีสเตอร์

สำหรับตำนานเรื่องรูปปั้นหินยักษ์หน้าคนแห่งเกาะอีสเตอร์ หรือรูปปั้นโมไอ ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ยังชวนสงสัยถึงจุดประสงค์ในการสร้าง และวิธีการเคลื่อนย้ายหินที่ น้ำหนักร่วมกว่า 10 ตัน ไปวางตามตำแหน่งสำคัญของเกาะ แต่ทว่าความลึกลับนี้แหละที่ดึงดูดให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเกาะอีสเตอร์มากมายทุกปี ทั้งที่บนเกาะนี้แทบจะไม่มีอะไรเลยนอกจากภูเขาหิน ชายหาด และผืนดินอันเวิ้งว้าง

เกาะอีสเตอร์  เป็น เกาะที่อยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิค ห่างจากชายฝั่งประเทศชิลีกว่า 3,600 กิโลเมตร  พื้นที่เกาะอีสเตอร์มีเพียง 160 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 25 กิโลเมตร ก่อนจะมีคนมาอยู่อาศัย ที่นี่ก็มีแค่นกทะเล และแมงปอเท่านั้นเองที่อาศัยอยู่

แต่เดิมเกาะอีสเตอร์ ไม่ได้ชื่อว่าอีสเตอร์  แต่เพราะผู้ค้นพบเกาะคนแรก คือ “จาค็อบ ร็อกเกวีน”(Jacob Roggaveen) นักเดินเรือชาวดัตช์ ที่แล่นเรือมาพบเกาะในวันอีสเตอร์ของ ปี ค.ศ.1722 เขสจึงตั้งชื่อเกาะนี้ว่า “เกาะอีสเตอร์”นั่นเอง

เกาะอีสเตอร์

ส่วนรูปปั้นยักษ์โมไอที่ถูกแกะสลักเป็นหน้าคน อีกหนึ่งจุดเด่นของที่ โดยผู้คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเป็นผลงานของชาว โพลีนีเซียน (Polynesian) ที่เข้ามาปกครองเกาะนี้ในช่วงปี ค.ศ. 1250 จำนวนของรูปปั้นนั้นกระจายอยู่ทั่วทั้งเกาะประมาณ 887 ตัว รวมทั้งตัวที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ  รูปปั้นบางตัวมีแค่ส่วนหัว บ้างก็มีส่วนลำตัวที่ส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน และขนาดของตัวโมไอที่ใหญ่ที่สุดนั้นสูงถึง 30 ฟุต (ประมาณ 10 เมตร) น้ำหนัก 82 ตัน

และที่สำคัญคือโมไอเกือบทั้งหมดถูกแกะสลักออกมาจากหินก้อนเดียวกัน และยังถูกสลักมาจากหินภูเขาไฟซึ่งมีความแข็ง และคมกว่าหินในเหมืองหิน ภายในยังมีโมไออีกหลายชิ้นที่ยังอยู่ในกระบวนการแกะสลัก ราวกับว่ารูปปั้นโมไอเหมืองถูกทิ้งร้างไปแบบกระทันหัน

โมอาย มีตัว

หลังจากที่นักโบราณคดีพยายามขุดลงไปเพื่อศึกษาส่วนลำตัวโมไอเพิ่มเติม พบว่าโมไอมีการแกะสลักวงแหวน และผ้าคาดเอว รวมไปถึงสัญลักษณ์อื่นๆ อีกมาก ที่ยังไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมายของมัน ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่าอาจเป็นรอยสักแบบดั้งเดิมของชาวราปา นุย หรือว่าอาจจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของผู้ล่วงลับก็เป็นได้

นอกจากนี้ทฤษฎีเรื่องการเคลื่อนย้ายโมไอจากเหมืองไปวางยังตำแหน่งต่างๆ บนเกาะนั้นก็ยังคลุมเครือ แต่ก็สันนิษฐานกันว่าน่าจะมีการใช้แรงงาน และมีไม้ซุงเป็นจำนวนมากเพื่อลากโมอายลงจากภูเขา

จนกระทั่งช่วง ปี ค.ศ. 1700 เกาะแห่งนี้ได้เกิดสงครามแย่งชิงอำนาจการปกครองบนเกาะกัน รวมไปถึงมีการใช้สิทธิขาดในการใช้ทรัพยากร จากเหตถการณ์ดังกล่าวทำให้รูปปั้นหินโมอายจึงถูกเลิกสร้างไปโดยปริยาย รวมไปถึงการถูกยึดครอง โดยคณะมิชชันนารีที่ได้เดินทางมายังเกาะ และได้เริ่มทำการกลืนวัฒนธรรมของคนบนเกาะไป เรื่องราว และตำนานของโมอายจึงสูญหายไปด้วย