ระบอบฟิวดัล

ระบบฟิวดัล แมนเนอร์

ระบอบฟิวดัล คือระบบการเมืองการปกครองในสมัยก่อน และเป็นการปกครองของยุโรปยุคกลาง ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยยุโรปยุคกลาง มีความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน รวมถึงระบบการปกครองที่ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ และในวันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับระบอบฟิวดัล ระบบการปกครองี่หลายคนไม่รู้จัก

ระบอบฟิวดัล เกิดขึ้นเมื่อใด?

ระบบฟิวดัล สรุปย่อ

ระบอบฟิวดัล เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 ยุโรป ฟิวดัล(Feudalism) คือ ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ ซึ่งขณะนั้นถือว่าเป็นระบบที่ครอบคลุมทังทางด้านการเมื่องการปกครอง สังคม และ เศรษฐกิจ ในยุโรปยุคกลางในเวลาต่อมา คำว่าFeudalism ซึ่งมาจากคำว่า ฟีฟ (Fief) หมายถึง ที่ดิน ที่เป็นพันธสัญญาในระหว่างเจ้านายที่เป็นเจ้าของที่ดิน

ซึ่งเจ้าของที่ดินจะเป็นพวกขุนนาง สมัยนั้นเรียกว่า ลอร์ด(Lord) กับผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งก็คือ ข้า หรือเรียกว่า วัสซัล(Vassal) ความสัมพันธ์ในระบบฟิวดัล คือ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปถัมภ์ กับผู้ได้รับการอุปถัมภ์

การเกิดระบบฟิวดัลนั้น เริ่มต้นจากกษัตริย์ที่เจ้านายชั้ันสูงของระบบ และเป็นเจ้าของทีดินทั่วราชอาณาจักรจะพระราชทานที่ดินให้แก่บรรดาขุนนางระดับสูงในท้องถิ่นเพื่อให้ขุนนางระดับสูงเหล่านั้นมีความจงรักภักดี และเป็นการตอบแทนความดีความชอบจากการทำสงคราม

ระบบฟิวดัล ppt

อีกทั้งประการสำคัญคือทั้งกษัตริย์และขุนนางจะมีพันธะต่อกัน กล่าวคือ ขุนนางมีหน้าที่ในการส่งทหารมาช่วยเหลือเมื่อบ้านเมืองมีสงคราม ส่งภาษีตามเวลาที่กำหนด ส่วนกษัตริย์ก็จะมีหน้าที่ให้ความคุ้มครอง และให้ความยุติธรรมแก่ขุนนาง ทั้งนี้ ขุนนางระดับสูงทุกคนจะนำที่ดินนั้นมาแบ่งให้กับขุนนาง ระดับรองลงไปอีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้ ขุนนางระดับสูงจึงเป็นข้า หรือวัลซัลของกษัตริย์ แต่จะเป็นเจ้านาย หรือเป็นลอร์ดของขุนนางระดับรองลงไปอีกเพื่อให้ขุนนางระดับรองภักดี และสนับสนุนด้านกำลัง ส่วนประชาชนที่จะเป็นข้าติดที่ดินจะได้รับการคุ้มครองจากขุนนางระดับสูง หลังจากนั้นขุนนางจะนำที่ดินนั้นมาหาผลประโยชน์ และก็ทำการปกครองดูแลผู้คนดูแลคนที่จะทำมาหากินบนที่ดินในเขตแมเนอร์(manor)ของตน

ระบบฟิวดัล ญี่ปุ่น

นอกจากนี้บรรดาประชาชนที่อาศัย และทำงานในที่ดินนั้นเรียกว่า เซิร์ฟserf หรือว่าข้าติดที่ดิน ดังนั้น ระบบนี้จึงเป็นการแบ่งที่ดินลงเป็นการแบ่งที่ดินลงเป็นทอดๆ ขุนนางล่างสุด ก็คืออัศวิน ในแต่ละแมเนอร์ก็จะมีศูนย์กลางของแมเนอร์ คือปราสาท ซึ่งแต่ละปราสาทนั้นก็จะเป็นที่อยู่ของขุนนาง และครอบครัว

สำหรับบริเวณที่ดินโดยรวมเป็นที่ทำกินของชาวนา และเชิร์ฟ ซึ่งจะรวมกันเป็นหมู่บ้าน โดยจะมีทั้งโรงตีเหล็ก ช่างซ่อมแซมสิ่งของ มีโบสถ์สำหรับประกอบพิธีทางศาสนา รอบๆ หมู่บ้านก็จะเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งชาวนา และเซิร์ฟจะต้องแบ่งผลผลิตให้กับเจ้าของที่ดินเป็นค่าตอบแทน ส่วนความสัมพันธ์หรือข้อตกลงของลอร์ดกับวัสซัลมีตามพิธีกรรมที่ชาวยุโรปสมัยนั้นเรียกว่า “การแสดงความจงรักภักดี”(homage) หรือสวามิภักดิ์

 

การล่มสลายของระบบฟิวดัล

ระบบแมนเนอร์

การที่ระบบฟิวดัลเป็นอันต้องล่มสลายไปนั้น เป็นผลมาจากการขยายตัวทางการค้า และการทำอุตสาหกรรม ในยุโรป โดยเฉพาะในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดชุมชนพาณิชย์อุตสาหกรรมขึ้น จึงส่งผลให้ชาวชนบทเป็นจำนวนมาก ละทิ้งที่นาเข้ามาประกอบอาชีพค้าขาย และหันมาประกอบการผลิตสินค้าหัตถกรรมในเขตเมืองแทน

ดังนั้น จึงทำให้สังคมมีการขยายตัวอย่างราวเร็ว จนเกิดเป็นสังคมเมืองขึ้นมาใหม่ ซึ่งผู้คนที่มาอยู่ในเมืองนั้นไม่ได้อยู่ในระบบฟิวดัล แต่ทว่าจะเป็นกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพทางการค้า และอุตสาหกรรมเป้นส่วนใหญ่ และเมื่อมีประชาชนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ชุมชนเมืองก็ต้องขยายตัวเพิ่มมากขึ้น มีเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายทั่วทั้งยุโรป

ในระบอบฟิวดัล บุคคลใดเป็นผู้ที่มีฐานะสูงที่สุดและต่ําที่สุด

ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 11-12 หัวเมืองในอิตาลี อย่างเช่นเมืองเวนิส เมืองเจนัว เนเธอร์แลน ถือว่าเป็นเมืองสำคัญทางด้านการค้า และอุตสาหกรรม การค้าทางทะเลมีที่ขณะนั้นมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตทะเลเหนือ และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้มีการจัดการปกครองแบบเทศาภิบาล โดยมีการเก็บภาษีท้องถิ่นเพื่อที่จะพัฒนาเมือง และยังมีระบบสร้างความปลอดภัย

นอกจากนี้เหล่าพวกพ่อค้า และพวกช่างต่างมีความมั่งคั่งขึ้น ชนชั้นกลางเหล่านี้เมื่อมีอำนาจมากขึ้นผู้คนส่วนใหญ่จึงได้หันไปสนับสนุนกษัตริย์์ เพื่อให้คุ้มครองกิจการ และผลประโยชน์ของตน การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม และระบอบการเมืองการปกครอง เพราะว่านั่นจะทำให้ระบอบการปกครองแบบฟิวดัลเริ่มเสื่อมอำนาจลง

ระบอบฟิวดัล ยุโรปกลาง

หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทำให้เหล่าขุนนางที่เคยเป็นใหญ่ และเป็นผู้ที่เคยมีอำนาจอิสระในการปกครองตามระบบแมเนอร์เป็นอันต้องต้องล่มสลาย ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากขุนนางต้องออกไปทำสงคราม และเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งนั่นก็ทำให้พวกชนชั้นกลาง(Bourgeoie) ขึ้นมามีอำนาจแทนขุนนาง สังคมได้เปลี่ยนค่านิยมจากเรื่องของชาติกำเนิดตามชนชั้นมาเป็น ฐานะทางเศรษฐกิจของบุคคล  พวกขุนนางจำเป็นต้องขายที่ดินใด้ชนชั้นกลาง และทำให้เกิดการพัฒนาที่ดินเป็นเกษตรกรรมเพื่อการค้า โดยเจ้าของที่ดินยกเลิกวิธีการดั้งเดิม และหันมามาให้ชาวนาเช่าที่ดิน และจ่ายเงินให้กับเจ้าของแทน ซึ่งนั่นก็ทำให้พันธะตามระบอบฟิวดัลสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง

หลังจากนั้นไม่นาน ระบอบกษัตริย์ก็สามารถดึงอำนาจกลับคืนมาได้ และได้ทรงสถาปนาอำนาจการปกครองสูงสุดตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้อีกครั้งหนึ่ง และทำให้การปกครองระบบฟิวดัลเสื่อมอำนาจและล่มสลายลงในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถือว่าเป็นบทสิ้นสุดของการปกครองตามระบอบฟิวดัลอย่างแท้จริง