ประวัติศาสตร์ยุโรป

ยุโรป

ประวัติศาสตร์ยุโรป อีกหนึ่งประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เพราะเราต่างทราบกันดีว่าแผ่นดินที่เป็นของยุโรปมีความเป็นมาที่ไม่ธรรมดา และตลอดระยะเวลาที่ยุโรปมีความเจริญรุ่งเรือง นั้นมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย รวมถึงยุโรปยังมีความเจริญรุ่งเรืองมากๆ ก่อนที่จะตกอยู่ในช่วงที่ย่ำแย่ที่สุด และวันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์ยุโรป ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

ประวัติศาสตร์ยุโรป ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ยุโรป

มนุษย์โฮโมอีเรคตัส (บรรพบุรุษของมนุษย์ปัจจุบัน) กับ มนุษย์นีแอนเดอร์ธอล (Neanderthals) ในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นได้อาศัยอยู่ในยุโรปมานานก่อนที่มีมนุษย์ปัจจุบัน (โฮโมเซเปียน หรือ Homo sapiens)

ซึ่งทางด้านของนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบกระดูกของมนุษย์ยุคแรก ๆ ในยุโรปถูกพบที่เมือง Dmanisi ประเทศจอร์เจีย ซึ่งกระดูกเหล่านั้นคาดว่ามีอายุราว ๆ 2 ล้านปีก่อนคริสตกาล โดยหลักฐานของมนุษย์ที่มีโครงสร้างสรีระที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์ปัจจุบันที่ปรากฏในยุโรปที่เก่าที่สุดนั้นคือประมาณ 35,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ทว่าหลักฐานแสดงการตั้งรกรากถาวรนั้นแสดงอยู่ราว ๆ เจ็ดพันปีปีก่อนคริสตกาลในประเทศบัลแกเรีย โรมาเนีย และกรีซ

ยุโรปกลางเข้าสู่ยุคหินใหม่ ช่วงราว ๆ หกพันปีก่อนคริสตกาลก่อนหลาย ๆ ที่ในยุโรปเหนือซึ่งเข้าสู่ยุคหินใหม่ในช่วงราว ๆ ห้าพันถึงสี่พันปีก่อนคริสตกาล

จากข้อมูลพบว่าราว ๆ สองพันปีก่อนคริสตกาลเริ่มมีอารยธรรมที่มีความรู้ทางการอ่าน-เขียนในยุโรป ซึ่งก็คืออารยธรรมของพวกมิโนน (Minoans) ที่เกาะcrete และตามด้วยพวกไมเซเนียน (Myceneans)

ราว ๆ 400 ปีก่อนคริสตกาล วัฒนธรรมลาทีเน่ (La Tène) เป็นวัฒนธรรมในยุคเหล็กได้แพร่กระจายไปเกือบทั่วภาคพื้น พวกอีทรัสกัน (Etruscans) ซึ่งได้เข้าไปตั้งรกรากในตอนกลางของอิตาลี และลอมบาดี (Lombady) ซึ่งอยู่ตอนเหนือของอิตาลีปัจจุบัน

 

ประวัติศาสตร์ยุโรป ยุคเก่า

ประวัติศาสตร์ยุโรป ยุคเก่า

สำหรับยุคนี้ได้เกิดสงครามกรีก-เปอร์เซีย คือสงครามของพวกกรีกกับชาวเปอร์เซียที่บุกมาจากทางฝั่งอาหรับเข้ามาทางตอนเหนือ โดยเรื่องราวดังกล่างนี้ประวัติศาสตร์ได้จดบันทึกวีรกรรมของชาวสปาร์ตา (Sparta) ที่ไปรบขวางพวกเปอร์เซียที่มีกำลังพลเป็นแสนได้ด้วยกำลังคนไม่กี่พันที่ช่องเขาเทอร์มอพิลี (Thermopylae) ซึ่งการทำสงครามในครั้งนี้นำโดยกษัตริย์เลโอไนดาสที่ 1 (Leonidas I) หยุดพวกเปอร์เซียไว้ได้หลายวันก่อนที่จะถูกทำลาย ซึ่งสามารถถ่วงเวลาให้ชาวกรีกมีเวลาตั้งตัวต่อกรกับชาวเปอร์เซียได้สำเร็จในภายหลัง

และต่อมาก็เกิด สงครามเพโลพอนนีเซียน ซึ่งเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐของชาวเอเธนส์ (Athens) มหาอำนาจทางทะเลกับชาวสปาร์ตาชนชาตินักรบหลังจากที่ทำสงครามกับพวกเปอร์เซียได้ไม่นาน

ส่วนทางด้านของชาวสปาร์ตาได้เดินทางไปขอความช่วยเหลือจากชาวเปอร์เซีย ช่วยนำเรือไปสู้กับชาวเอเธนส์ จากนั้นก็ตัดเสบียงทางทะเลจนมีส่วนชาวเอเธนส์อดอยากต้องยอมแพ้ไปในที่สุด และหลังจากการทำสงครามในครั้งนี้รัฐกรีกก็เริ่มทำสงครามเรื่อยมา และทำให้เสื่อมอำนาจลงอย่างรวดเร็ว

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

ในขณะที่รัฐของกรีกแตกกระจายเป็นก๊ก เป็นเหล่า ชาวมาซีดอนทางตอนเหนือก็เรืองอำนาจขึ้นมา ฟิลลิปป์ (Phillip) เป็นผู้ที่ได้ทำการเริ่มสร้างฐานอำนาจนำกองทัพบุกรัฐกรีกขึ้นเป็นผู้นำสมาพันธ์กรีกกุมอำนาจไว้ในมือ

ซึ่งหลังจากสงครามกับพวกเปอร์เซีย ชาวกรีกก็ยังแค้นไม่หาย อีกทั้งยังพยายามอย่างยิ่งที่จะบุกเข้าไปบ้าง ฟิลลิปป์สร้างกองทัพของเขาบ้างหลังจากที่รวมกรีกไว้ได้ แต่ทว่าก็มาถูกสังหารเสียก่อน คราวนี้ทางด้านของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the great) ลูกชายเพียงคนเดียวก็ขึ้นมาครองอำนาจแทน ซึ่งได้นำทัพสู้กับชาวเปอร์เซียบุกลงไปถึง “อียิปต์” จนชาวเปอร์เซียที่ขณะนั้นที่เคยเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดอาณาจักรหนึ่งจนต้องมาเสื่อมอำนาจลงไปอย่างคาดไม่ถึงว่าจะมีวันนี้ได้

แต่กระนั้นทางด้านของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราช ยังไม่พอใจกับชัยชนะเพียงแค่นี้ และหลังจากนั้นไม่นานพระองค์ก็ได้นำกองทัพบุกไปถึงแผ่นดินของอินเดีย แต่ทว่าพระองค์กลับไปต่อไม่ไหวเนื่องจากว่าในขณะที่เดินทางอยู่นั้นก็เจอกับปัญหาใหญ่นั่นก็คือ ห่าฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาของดินแดนในเขตร้อน ทหารก็เหนื่อยอ่อนจากการทำศึกหนักอย่างยาวนาน และเรื่มคิดถึงบ้าน จนจอมทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยังต้องจำใจเดินทางกลับบ้านเกิด เขาล่องเรือทางแม่น้ำสินธุมาถึงบาบิโลน (ระหว่างแม่น้ำไทกรีส และแม่น้ำยูเฟรติส ในปัจจุบัน) และตั้งเมืองหลวงที่นั่น

แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่ออเล็กซานเดอร์กลับบ้านไปได้ไม่ทันไรก็สวรรคตตอนอายุสามสิบสามปี นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกสาเหตุว่าเป็น เพราะพระองค์ดื่มเหล้าอย่างหนักในงานเลี้ยงครั้งหนึ่งจนร่างกายของเขารับไม่ไหว แต่บางคนก็แย้งว่าพระองค์ถูกวางยาพิษ จากนั้นอาณาจักรของเขาได้ถูกแย่งกันในหมู่แม่ทัพของกรีก คือ แคสแซนเดอร์ ไลซิมคัส เซลิวคัส และ ปโตเลมี

 

ความรุ่งเรืองของกรุงโรม

ความรุ่งเรืองของกรุงโรม

โรมันมีกษัตริย์ปกครองเรื่อยมาหลังตำนานโรมูลุส (Romulus) ซึ่งกษัตริย์ลูกหมาป่าที่ก่อตั้งกรุงโรม จนมาถึงรุ่นของกษัตริย์ทาควิน (Tarquin the pround) ซึ่งเป็นองค์สุดท้าย ว่ากันว่าชาวโรมันไม่พอใจที่ทาควินสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มากมายจนทำให้เหล่าประชาชนเดือดร้อนทำให้มีตระกูลชั้นสูงพวกแพทริเซียน (Partrician) ที่มีอำนาจในกรุงโรมนำโดยสกุล บรูตัส (Brutus) และพากันขับไล่พระองค์ลงจากบัลลังก์

นับตั้งแต่นั้นมาชาวโรมันก็ใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐปกครองโดยสภาซีเนตมาจนถึง 400 ปี จวบจนมาถึงยุคของจักรพรรดิออกัสตัส (Augustus) จักรพรรดิพระองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน

 

การล่มสลายของกรุงโรม

การล่มสลายของกรุงโรม

คนเถื่อนทางตอนเหนือของยุโรปก้าวร้าว รวมถึงได้บุกรุกอาณาจักรโรมันกันเป็นว่าเล่น หนึ่งในนั้นมี “แอตติลา” (Attila) ผู้นำของคนเถื่อนที่เป็นตำนาน รวบรวมเหล่าคนเถื่อนมาไว้ด้วยกันนำกำลังบุกเข้าไปในอาณาจักร โรมันแต่ถึงกระนั้นก็ไม่ยังสามารถที่จะบุกเข้าไปถึงกรุงโรมได้ถูกพวกโรมันหยุดยั้งไว้ได้ก่อน แล้วก็ตายตาม

ซึ่งการกระทำของแอตติลาก็ส่งผลให้พวกคนเถื่อนบุกเข้าไปในจักรวรรดิโรมัน จนในที่สุดกรุงโรมก็ถูกตีแตก โดยพวกเยอรมัน ถือว่าเป็นการสิ้นสุดอิทธิพลของพวกโรมันในยุโรปตะวันตก จากความสูญเสียที่เกิดขึ้นนี้คงเหลือแต่พวกโรมันที่กรุงคอนสแตนติโนเบิลเท่านั้นที่ยังคงแผ่อิทธิพลออกไป

ประวัติศาสตร์ยุโรปยุคกลาง

ประวัติศาสตร์ยุโรปยุคกลาง

จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์เรืองอำนาจ

หลังจากที่กรุงโรมล่มสลายพร้อมกับการก้าวขึ้นมาของคนเถื่อนทางเหนือ พวกแฟรงค์ (Frank) ซึ่งเป็นคนเถื่อนทางประเทศฝรั่งเศสก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่โดยการนำของ “พระเจ้าชาร์เลอมาญ” หลังจากที่รวบรวมดินแดนทางยุโรปตะวันตกไว้ได้มากมายแล้ว ชาเลอร์มาญก็ไปทำสัญญากับพระสันตะปาปาขึ้นเป็นจักรพรรดิของอาณาจักรโรมันตะวันตก พร้อมกับการตั้งอาณาจักรโรมันตะวันตกขึ้นมาใหม่ จากที่เคยล่มสลายลงไป อยู่ภายใต้ชื่อ “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire)” ทั้งนี้ก็เพื่อรับอิสระจากอิทธิพลของอาณาจักรโรมันตะวันออก

สงครามครูเสด

สงครามครูเสด

หลังจากนั้นไม่นานทางด้านของพระสันตะปาปาเรียกร้องให้ชาวคริสต์ทุกคนนำกำลังไปช่วยเหลือจักรวรรดิโรมันตะวันออกที่ขณะนั้นกำลังถูกพวกอาหรับกลืนกิน กองทัพของผู้ศรัทธานำกำลังบุกเข้าไปถึงกรุง เยรูซาเลม ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ในพระคำภีร์ฉบับเก่าของโมเสสที่ถูกชาวอาหรับครอบครองอยู่

ซึ่งทางด้านของกองทัพครูเสดยึดดินแดนได้แถบริมฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จากนั้นก็ตั้งเป็นประเทศ อยู่มาจนการมาถึงของ ซาลาดิน (Saladin) สุลต่านอาหรับที่สามารถบุกยึดกรุงเยรูซาเลมจากพวกครูเสดได้ นับตั้งแต่นั้นมานักรบครูเสดที่ถูกส่งมาอีกหลาย ๆ ครั้งก็ไม่สามารถที่จะยึดคืนกรุงเยรูซาเลมกลับมาได้อีกเลยจวบจนถึงทุกวันนี้

การล่มสลายของกรุงคอนสแตนติโนเปิล

การล่มสลายของกรุงคอนสแตนติโนเปิล

หลังจากการล่มสลายของกรุงโรม โรมันทางด้านฝั่งตะวันออกก็ค่อยๆ ลืมเลือนความยิ่งใหญ่ของตัวเองในฟากตะวันตกไปหมด ซึ่งจักรพรรดิองค์ต่อๆ มาก็ไม่ใช่คนจากอิตาลีอีกต่อไป แต่ทว่าเป็นชาวกรีกดั้งเดิมที่อยู่มาก่อนพวกโรมัน พวกกรีกเมื่อไม่รู้สึกถึงคุณค่าของความเป็นโรมันต่างก็ตั้งชื่ออาณาจักรใหม่เป็น “ไบแซนไทน์” (Byzantine) ตามชื่อเก่าของเมืองคอนสแตนติโนเบิลเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในยุโรปยุคมืด

แต่ทว่าชาวอาหรับที่ขยายอำนาจออกมาก็ทำให้ไบแซนไทน์เสื่อมอำนาจลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เสียกรุงให้กับชาวเติร์ก (Turk) ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้กรุงไบเซนติอุมกลายเป็นเมืองหลวงในชื่อ อิสตันบูล (Istanbul)

ประวัติศาสตร์ยุโรป ต้นยุคใหม่

ประวัติศาสตร์ยุโรป ต้นยุคใหม่

การปฏิวัติฝรั่งเศส

การเข้าแทรกแซงของชาวฝรั่งเศสในสงครามปฏิวัติอเมริกาจึงมีส่วนทำให้รัฐล้มละลาย ซึ่งหลังความพยายามปฏิรูปการเงินล้มเหลวหลายครั้ง ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ทรงถูกโน้มน้าวให้เปิดประชุมสภาฐานันดร ซึ่งขณะนั้นถือว่าเป็นองค์กรผู้แทนของประเทศอันประกอบด้วยสามฐานันดร ได้แก่ นักบวช ขุนนางและสามัญชน รวมถึงสมาชิกสภาฐานันดรประชุมกันที่พระราชวังแวร์ซายในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1789 แต่ทว่าการถกเถียงว่าจะใช้ระบบการออกเสียงแบบใดนั้นต่อมาจะกลายมาเป็นทางตัน

ต่อมาในช่วงเดือนมิถุนายน ฐานันดรที่สาม และมีสมาชิกอีกสองฐานันดรเข้าร่วม พร้อมกับการประกาศตนเป็นสมัชชาแห่งชาติ และปฏิญาณว่าตนเองจะไม่สลายตัวจนกว่าฝรั่งเศสจะมีรัฐธรรมนูญ และการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติขึ้นในเดือนกรกฎาคม ในขณะเดียวกัน ประชาชนกรุงปารีสลุกขึ้นต่อต้าน และทลายคุกบาสตีย์ที่ขึ้นชื่อเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789

ซึ่งในขณะนั้น สมัชชาต้องการสถาปนาระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และ2 ปีต่อมา ได้ผ่านกฎหมายหลายฉบับรวมทั้งคำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และสิทธิพลเมือง การเลิกระบบฟิวดัล และเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสกับกรุงโรม ซึ่งในตอนแรกพระมหากษัตริย์ทรงยินยอมกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และได้รับความนิยมอยู่พอสมควรจากประชาชน

แต่ทว่าเมื่อการต่อต้านพระมหากษัตริย์เพิ่มขึ้นร่วมกับการบุกครองจากต่างชาติที่คุกคาม พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงถูกถอดพระราชอำนาจ ตัดสินพระทัยลี้ภัยไปพร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์ แต่ทว่าเรื่องนี้ก็มีคนจำพระองค์ได้และทรงถูกนำพระองค์กลับมายังกรุงปารีส วันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1793 พระองค์ถูกตัดสินประหารชีวิต ในข้อหากบฏ

การปฏิวัติฝรั่งเศส

ต่อมาในวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1792 สภากงวองซิยงแห่งชาติเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ประกาศให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐ เนื่องจากว่าในขณะนั้นภาวะสงครามฉุกเฉิน สภากงวองซิยงแห่งชาติจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการความปลอดภัยส่วนรวม ควบคุมโดยมักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์แห่งสโมสรฌากอแบ็ง ขึ้นทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารของประเทศ คณะกรรมาธิการฯ อยู่ภายใต้อิทธิพลของรอแบ็สปีแยร์ริเริ่มสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว

ซึ่งในช่วงนั้นมีประชาชนกว่า 40,000 คน ถูกประหารชีวิตในกรุงปารีส คนที่ถูกประหารส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูง และผู้ที่ถูกศาลปฏิวัติพิพากษาลงโทษ โดยส่วนใหญ่มักเป็นหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ สำหรับที่อื่นในประเทศ ซึ่งการก่อการกบฏต่อต้านการปฏิวัติถูกปราบปรามอย่างโหดร้าย ระบอบถูกโค่นในรัฐประหารเมื่อวันที่ 9 แตร์มิดอร์ (27 กรกฎาคม ค.ศ. 1794) และรอแบ็สปีแยร์ ก็ถูกประหารชีวิต ระบอบต่อมายุติความที่น่าสะพรึงกลัว และผ่อนคลายนโยบายสุดโต่งกว่าของรอแบ็สปีแยร์

นอกจากนี้นโปเลียน โบนาปาร์ตเป็นนายพลที่ประสบความสำเร็จที่สุดของฝรั่งเศสในช่วงการทำสงครามปฏิวัติ โดยพิชิตแผ่นดินอิตาลีผืนใหญ่ และบีบให้ออสเตรียขอสันติภาพ ใน ค.ศ. 1799 ซึ่งเขากลับจากอียิปต์ และวันที่ 18 บรูแมร์ (9 พฤศจิกายน) โค่นรัฐบาล แทนที่ด้วยคณะกงสุล โดยมีเขาเป็นกงสุลใหญ่ วันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1804 หลังจากที่แผนลับลอบสังหารล้มเหลว เขาก็ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิ ใน ค.ศ. 1805 นโปเลียนวางแผนบุกครองอังกฤษ

แต่ทางฝ่ายพันธมิตรของอังกฤษกับรัสเซีย และออสเตรีย (สัมพันธมิตรที่สาม) บีบให้พระองค์หันความสนใจไปยังภาคพื้นทวีป ในขณะที่ไม่อาจลวงให้กองเรืออังกฤษที่เหนือกว่าออกจากช่องแคบอังกฤษพร้อมกับการ ยุติลงด้วยความปราชัยเด็ดขาดของฝรั่งเศสที่ยุทธนาวีทราฟัลการ์ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ซึ่งดับความหวังใด ๆ ที่จะบุกครองอังกฤษ

ต่อมาในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1805 นโปเลียนก็สามารถเอาชนะกองทัพออสเตรีย-รัสเซียที่มีจำนวนเหนือกว่าที่เอาสเทอร์ลิทซ์ บีบให้ออสเตรียถอนตัวจากสัมพันธมิตร และยังยุบจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ใน ค.ศ. 1806 มีการจัดตั้งสัมพันธมิตรที่สี่ วันที่ 14 ตุลาคม นโปเลียนพิชิตปรัสเซียที่ยุทธการเยนา-เออร์ชเตดท์ เคลื่อนที่ผ่านเยอรมนี และพิชิตรัสเซียเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1807 ที่ฟรีดลันด์ ซึ่งสนธิสัญญาทิลซิทแบ่งยุโรประหว่างฝรั่งเศสกับรัสเซีย และสถาปนาดัชชีวอร์ซอ

ศตวรรษแห่งสงคราม

ศตวรรษแห่งสงคราม

ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งขึ้น ซึ่งการทำสงครามโลกครั้งที่สอง และการทำสงครามเย็น รวมทั้งการรุ่งเรือง และล่มสลายของนาซีเยอรมนี และสหภาพโซเวียต ซึ่งเหตุการณ์วิบัติเหล่านี้นำไปสู่การสิ้นสุดของจักรวรรดิอาณานิคมยุโรป และได้ริเริ่มการปลดปล่อยอาณานิคมอย่างกว้างขวาง การล่มสลายของสหภาพโซเวียตระหว่าง ค.ศ. 1989 ถึงปี ค.ศ. 1991 ทิ้งให้สหรัฐอเมริกาเป็นรัฐอภิมหาอำนาจเพียงแค่หนึ่งเดียวของโลก และเหตุการณ์นี้ยังเป้นสาเหตุของการกระตุ้นการล่มสลายของม่านเหล็ก และการกลับมารวมประเทศเยอรมนี และเร่งขบวนการบูรณการยุโรปที่กำลังดำเนินอยู่

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มขึ้น ก็ได้มีการระดมทหารยุโรปกว่า 60 ล้านนายในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1914-1918 คู่สงครามฝ่ายหนึ่งมีเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี จักรวรรดิออตโตมัน และก็บัลแกเรีย และอีกฝ่ายหนึ่งมีเซอร์เบีย และไตรภาคี ซึ่งเป็นแนวร่วมหลวม ๆ ระหว่างฝรั่งเศส อังกฤษและรัสเซีย และยังมีอิตาลีซึ่งเข้าร่วมใน ค.ศ. 1915 โรมาเนียในช่วงปี ค.ศ. 1916 และสหรัฐอเมริกาใน ค.ศ. 1917 รัสเซียของพระเจ้าซาร์ล่มสลายลงในการปฏิวัติในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 และเยอรมนีก็ได้ประกาศชัยชนะบนแนวรบด้านตะวันออก

และหลังจากการปกครองแบบเสรีนิยมนานแปดเดือน และต่อมาการปฏิวัติเดือนตุลาคมนำให้วลาดีมีร์ เลนิน และพรรคบอลเชวิกเถลิงอำนาจ จนนำไปสู่การสถาปนาสหภาพโซเวียตแทนที่จักรวรรดิรัสเซีย และหลังจากนั้นเมื่ออเมริกาเข้าร่วมสงครามใน ค.ศ. 1917 โดยอยู่ข้างฝ่ายสัมพันธมิตร และความล้มเหลวของการรุกฤดูใบไม้ผลิของเยอรมนี ก็มีส่วนทำให้เยอรมนีขาดแคลนกำลังพล ออสเตรีย-ฮังการี และจักรวรรดิออตโตมัน พันธมิตรยอมจำนน จักรวรรดิทั้งสามจึงสิ้นสุดลงเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

หลังจากที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะตกในช่วง ค.ศ. 1929 เกือบทั้งโลกก็เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เพราะว่าเมื่อราคาตก กำไรตก และการว่างงานสูงขึ้น ภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดมีอุตสาหกรรมหนัก เกษตรกรรมเน้นทางด้านการส่งออก การทำเหมืองแร่ และการป่าไม้ และการก่อสร้าง การค้าโลกหดลงถึงสองในสาม

ประชาธิปไตยถูกป้ายสี เมื่อชาติแล้วชาติเล่าในยุโรปส่วนใหญ่ เช่นเดียวกันกับญี่ปุ่น และละตินอเมริกาส่วนใหญ่ เปลี่ยนเป็นเผด็จการ และระบอบอำนาจนิยม และที่สำคัญที่สุด คือ ฮิตเลอร์และพรรคนาซีที่ได้เถลิงอำนาจในเยอรมนีใน ค.ศ. 1933 เกิดสงครามกลางเมืองใหญ่ขึ้นในสเปน โดยฝ่ายชาตินิยมชนะ สันนิบาตชาติได้ให้การช่วยเหลืออะไรไม่ได้เมื่ออิตาลีพิชิตเอธิโอเปียและญี่ปุ่นยึดแมนจูเรียใน ค.ศ. 1931 และยึดจีนได้ส่วนใหญ่เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1937

สงครามโลกครั้งที่สอง

สงครามโลกครั้งที่สอง

หลังจากที่เป็นพันธมิตรกับอิตาลีของมุสโสลินีใน “สนธิสัญญาเหล็ก” และลงนามสนธิสัญญาไม่รุกรานกับสหภาพโซเวียต ซึ่งผู้เผด็จการเยอรมัน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ได้เปิดฉากสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 โดยเขาได้บุกเข้าตีโปแลนด์ หลังการเสริมสร้างทหารตลอดปลายคริสต์ทศวรรษ 1930 หลังความสำเร็จขั้นต้นในปี ค.ศ. 1939-1941 ซึ่งมีทั้งการพิชิตโปแลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ รวมถึงกลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำ ฝรั่งเศส และคาบสมุทรบอลข่าน

ฮิตเลอร์ และพันธมิตรก็ได้เริ่มขยายเกินตัวใน ค.ศ. 1941 โดยเป้าหมายของฮิตเลอร์เพื่อควบคุมยุโรปตะวันออก แต่เนื่องจากว่าความล้มเหลวในการเอาชนะอังกฤษ และความล้มเหลวของอิตาลีในแอฟริกาเหนือ และคาบสมุทรบอลข่าน

ซึ่งนั่นก็ทำให้การเข้าตีใหญ่สหภาพโซเวียตถูกเลื่อนออกไปกระทั่งเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941 แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในขั้นต้น กองทัพเยอรมันถูกหยุดใกล้กับกรุงมอสโกในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941

และอีกหนึ่งปีถัดมา กระแสของสงครามกลับพลิกผัน และเยอรมนีประสบความพ่ายแพ้หลายครั้ง อย่างเช่น การล้อมสตาลินกราดและที่เคิสก์ ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่น ซึ่งขณะนั้นเป็นพันธมิตรกับเยอรมนี และอิตาลีตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1940 โจมตีอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941

และหลังจากนั้น เยอรมนีก็ได้ประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา และทางด้านของกองกำลังสัมพันธมิตรชนะในแอฟริกาเหนือ บุกครองอิตาลีใน ค.ศ. 1943 และยังสามารถยึดฝรั่งเศสคืนได้ใน ค.ศ. 1944 ในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1945 เยอรมนีเองถูกบุกครองจากทางตะวันออกโดยสหภาพโซเวียต จากทางตะวันตกโดยฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อกองทัพแดงงพิชิตไรช์สทักในกรุงเบอร์ลิน ฮิตเลอร์ก็ได้ทำอัตวินิบาตกรรม และทางด้านของเยอรมนียอมจำนนในต้นเดือนพฤษภาคม

สงครามเย็น

สงครามเย็น

หลังจากที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียตเกิดขัดแย้งกันเอง โดยมีการแบ่งโลกออกเป็นสองค่ายคือค่ายเสรีประชาธิปไตย และคอมมิวนิสต์ สงครามเย็นแม้ว่าเรา จะเรียกว่าสงครามแต่ทว่าสงครามนี้ก็เป็นเพียงสงครามที่ไม่มีการรบจริง มีเพียงสงครามตัวแทนอย่างเช่นสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม ฯลฯ โดยการทำสงครามนี้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการสะสมอาวุธร้ายแรงในประเทศซะส่วนใหญ่ การใช้จิตวิทยาโจมตีอีกฝ่าย สงครามเย็นสิ้นสุดเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายใน พ.ศ. 2534 (ค.ศ.1991)

หลังจากที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ยุโรปอยู่ในสภาพที่บอบช้ำ และเสียหายอย่างหนักในทุกๆ ด้าน จึงทำให้มีผู้นำทางการเมืองได้เกิดแนวความคิดที่จะสร้างอนาคตที่มีสันติภาพอย่างถาวร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรองดองระหว่างสองรัฐที่เคยได้ทำสงครามที่สร้างความหายนะแก่ทวีปทั้งทวีป ซึ่งก็คือ ฝรั่งเศส กับเยอรมนี

ซึ่งบุคคลที่ได้เสนอแนวคิดนี้ คือ นาย Jean Monnet (ชาวฝรั่งเศส) และยังถูกนำมาขยายผลโดยนาย Robert Schuman (รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส) โดยวิธีการของการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจระหว่างฝรั่งเศส กับเยอรมนีให้ใกล้ชิดกันจนกระทั่ง ทั้งสองประเทศไม่สามารถทำสงครามระหว่างกันได้ แต่ทว่าในขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายในระยะยาวที่จะสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างประชาชนชาวยุโรป เพื่อไม่ให้มีการแตกแยก และนั่นก็นำไปสู่การทำสงครามระหว่างกันในอนาคตด้วย

สงครามโลกครั้งที่สอง

จากแนวคิดดังกล่าว ได้นำไปสู่การจัดตั้ง ”ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป (European Coal and Steel Community)” ในช่วงปี พ.ศ. 2494  โดยสนธิสัญญากรุงปารีส แรกเริ่มมีประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ซึ่งก็คือ ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบอร์ก และอิตาลี

เนื่องจากว่าถ่านหิน และเหล็กกล้าถือว่าเป็นยุทธปัจจัย การจัดตั้งประชาคมเพื่อบริหารทรัพยากรดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนเป็นก้าวแรกที่จะทำให้สงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก หลังจากนั้นยังได้มีการจัดตั้งประชาคมขึ้นอีก 2 ด้าน ก็คือ ด้านปรมาณู (Euratom) ในปี พ.ศ. 2497 และที่สำคัญ คือ ด้านเศรษฐกิจ (European Economic Community) ในปี พ.ศ. 2500 โดยสันธิสัญญากรุงโรม

นอกจากนี้ สนธิสัญญากรุงปารีส และสนธิสัญญากรุงโรม ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของสหภาพยุโรปที่ยังคงใช้จนถึงทุกวันนี้ เพราะว่านี้เป็นการวางรากฐานในการจัดตั้งสถาบันบริหารกิจการของประชาคม คือ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission)  ต่อมาเปลี่ยนมาเรียกว่า European Parliament) และยังวางรากฐานของการบริหารอธิปไตยร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกโดยผ่าน ”ประชาคม” อีกด้วย

ทั้งนี้ เป้าหมายที่สำคัญในการร่วมมือครั้งนี้ คือ การจัดตั้ง “ตลาดร่วม” ของประเทศสมาชิก ซึ่งจะกล่าวคือ ดำเนินการเพื่อให้การเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศสมาชิกเป็นไปโดยไร้อุปสรรคอย่างสิ้นเชิง และนอกจากหมายถึงการยกเลิกด่านศุลกากรระหว่างกันแล้ว ซึ่งนั่นยังหมายถึงการประสานกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้าทั้งหมด อาทิ การรับรองมาตรฐานสินค้า ระบบการตรวจสอบสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ฯลฯ

Single Market Act

ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวนั้นเสร็จสิ้นภายหลังโครงการ “Single Market Act” โดยเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2529  และสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2535 พัฒนาขั้นต่อไปที่สำคัญ นั่นคือการลงนามในสนธิสัญญาจัดตั้งสหภาพยุโรป (Treaty of European Union) ลงนามที่เมืองมาสตริคต์ในปี 1992 (Maastricht Treaty) ซึ่งนี่ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของ “สหภาพยุโรป”ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนสาระสำคัญของการจัดตั้งสหภาพยุโรป คือ คงไว้ซึ่งโครงสร้างความร่วมมือเดิมภายใต้ประชาคมทั้งสามที่มีอยู่เดิมแล้ว ยังเป็นการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกไปอีกสองด้าน คือ

1.ความร่วมมือด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

2.ความร่วมมือด้านมหาดไทยและยุติธรรม

อย่างไรก็ดี เนื่องจากทั้งสองด้านดังกล่าวแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องที่บางรัฐสมาชิกมีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านอธิปไตย จึงไม่ใช่ความร่วมมือในลักษณะ “ประชาคม”  แต่เป็นการร่วมมือ และประสานนโยบายระหว่างรัฐบาล  “สนธิสัญญามาสตริคต์” ถูกแก้ไข และได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมโดยสนธิสัญญาสำคัญอีกสองฉบับ คือ “สนธิสัญญากรุงอัมสเตอร์ดัม “ (Treaty of Amsterdam) ปี พ.ศ. 2540

สนธิสัญญาเมืองนีซ

และสนธิสัญญาเมืองนีซ (Treaty of Nice) ปี พ.ศ. 2544 ซึ่งขยายขอบเขตสาขาความร่วมมือภายใต้นโยบายร่วมของสหภาพยุโรป พร้อมปรับปรุงสถาบัน และแนวปฏิบัติเพื่อให้สามารถรองรับจำนวนรัฐสมาชิกที่เพิ่มขึ้นต่อไป

ซึ่งจากเดิมจะมีสมาชิกเพียง 6 ประเทศ สหภาพยุโรป ยังได้รับรัฐสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยหลายครั้ง  อย่างเช่น

–    ในช่วงปี พ.ศ. 2516  เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร

–    ปี ค.ศ. 1981 กรีซ

–    ปี ค.ศ. 1986 สเปน และโปรตุเกส

–    ปี ค.ศ. 1995 ออสเตรีย ฟินแลนด์ สวีเดน

–    ปี ค.ศ.2004  ถือเป็นการขยายจำนวนสมาชิกครั้งใหญ่ที่สุดถึง 10 ประเทศ ซึ่งก็คือ ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ค ลิทัวเนีย มอลต้า โปแลนด์ เอสโตเนีย ฮังการี ลัตเวีย สาธารณรัฐสโลวัก และสลีวีเนีย

–    เมื่อ ค.ศ.2007 รับเพิ่มอีก 2 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 27 ประเทศ สมาชิกใหม่คือ บัลแกเรีย และโรมาเนีย

เรียกได้ว่าก่นที่จะมีสหภาพยุโรป หรือว่า ยุโรป ในทุกวันนี้ แผ่นดินต้องผ่านการนองเลือกมานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านศึกสงคราม ผ่านความขัดแย้ง ต้องเสียเลือดเนื้อของประชาชนจำนวนมากกว่าแผ่นดินนี้จะอยู่อย่างสงบ จนถึงปัจจุบันนี้ นับว่าความเป็นมาของยุโรปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาเลยนะคะ