ฮิตเลอร์ตายยังไง ? อีกหนึ่งคำถามที่คนทั่วโลกต้องการคำตอบ

ฮิตเลอร์ ประวัติ

ฮิตเลอร์ตายยังไง คำถามนี้เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ บ้างก็ว่าตายเพราะว่าฆ่าตัวตาย แต่ข้อมูลหลายอย่างก็บ่งบอกว่าฮิตเลอร์ยังไม่ตาย และหนีออกจากประเทศก่อนเยอรมันแพ้สงคราม แต่ทว่านั่นก็ยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะกล่าวได้ว่าฮิตเลอร์ได้หลบหนีจริง และแม้ว่าสงครามโลกครั้งที่สองจะจบลงไปนานแล้ว แต่ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นก็ยังราตรึงในจิตใจของใครหลายคนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

ฮิตเลอร์ตายยังไง ?

ฮิตเลอร์ ตาย

ไม่มีใครไม่รู้จัก ฮิตเลอร์ เพราะว่าเขาคือผู้ชายที่ได้ชื่อว่ามีความโหดเหี้ยมติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และเขาก็ยังเป็นคนที่มีบทบาทมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเขายังเป็นชายที่มีความโหดเหี้ยม สั่งฆ่าชาวยิว และเชลยศึกหลายร้านคน จนเป็นที่กล่าวขานถึงความโหดเหี้ยมของเขา

จากประวัติของผู้นำเยอรมัน ทำให้โลกได้รู้จักกับชายที่ชื่อว่า “ฮิตเลอร์” ในวันที่ 30 เมษายน 1945 คือวันที่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับกันว่าเป็นวันที่ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ผู้นำนาซีเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่ที่เกือบจะเป็นผู้ครองยุโรปได้ทั้งทวีป ชายที่ยอมปลิดชีพตัวเองพร้อมกับคนรักเพื่อเลี่ยงการตกเป็นนักโทษสงครามของโซเวียต  ผู้นำเยอรมนีที่เห็นการเพลี่ยงพล้ำของกองทัพ ในแนวรบรอบด้านก่อนพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็ถือว่าเป็นเวลาพอสมควรจะไม่คิดเลยหรือว่าตนเองอาจไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ และไม่ได้เตรียมลู่ทางสำหรับหลบหนี?

การเสียชีวิตของฮิตเลอร์

ฮิตเลอร์ สงครามโลกครั้งที่2

สำหรับการเสียชีวิตของฮิตเลอร์ ถือว่าเป็นการประกาศฝ่ายเดียวของเยอรมนีระบุว่าฮิตเลอร์ “ต่อสู้จนถึงลมหายใจสุดท้ายต่อพวกบอลเชวิก (โซเวียต)” ก่อนที่จะตั้งให้นายพลแห่งกองทัพเรือ คาร์ล โดนิตซ์ (Karl Doenitz) เป็นผู้สืบทอดอำนาจ และนั่นก็ทำให้สื่อตะวันตกอย่างนิวยอร์กไทม์ในสมัยนั้นได้ตั้งข้อสงสัยว่าคำประกาศของนาซีเยอรมันว่ามีความน่าเชื่อถือได้เพียงใด

“พวกนาซีโกหกสารพัดเรื่องจนกลายเป็นภาคหนึ่งทางการเมืองของพวกเขา และยังมีรายงานอ้างถึง (การตายของ) ฮิตเลอร์ยิ่งเพิ่มน้ำหนักเป็นเท่าตัวให้กับหลายคนที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเป็นที่แพร่หลายอยู่แล้วว่า ปรมาจารย์แห่งการหลอกลวงกำลังพยายามครั้งสุดท้ายในการสร้างคำโกหกครั้งยิ่งใหญ่ต่อชาวโลกเพื่อที่จะรักษาชีวิตตัวเอง

และฮิตเลอร์ก็อาจเตรียมที่จะกลับมาอีกครั้งในเวลาที่เหมาะสม” รายงานเรื่อง “The End of Hitler” ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 1945 ของนิวยอร์กไทม์ระบุว่า…

“อย่าไปหลงเชื่อสิ่งที่พวกมันพูด จงเชื่อเมื่อคุณได้เห็นภาพของฮิตเลอร์เหมือนกับที่คุณได้เห็นภาพของมุสโสลินีเมื่อวานนี้” โดยเรื่องนี้ทางด้านของ ชายชาวนิวยอร์กเชื้อสายอิตาเลียนกล่าวกับนิวยอร์กไทม์ พร้อมกับอ้างถึงเบนิโต มุสโสลินี อดีตผู้นำอิตาลีพันธมิตรคนสำคัญของฮิตเลอร์ซึ่งเขาถูกประหารในวันที่ 28 เมษายน 1945 ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศการฆ่าตัวตายของฮิตเลอร์เพียงแค่ 2 วัน เท่านั้น

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ข้อมูลสำคัญที่ทำให้หลายคนเชื่อว่าฮิตเลอร์ยังไม่ตายคือ “ความคลุมเครือ” และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน และหลังการเสียชีวิตของฮิตเลอร์ เนื่องจากการประกาศจากเยอรมันฝ่ายเดียว โดยที่ไม่มีหลักฐานประกอบอย่างเช่น “รูปถ่ายฮิตเลอร์หลังจากเสียชีวิต” เหมือนเช่นที่ชาวนิวยอร์กรายหนึ่งเรียกหา ประกอบกับทางด้านของฝ่ายโซเวียตเองเมื่อยึดกรุงเบอร์ลินได้ ก็ได้ออกแถลงการณ์วกวนจนเป็นที่ผิดสังเกต

เนื่องจากว่าเคยประกาศว่า ข่าวการตายของฮิตเลอร์เป็น “กลลวงของพวกฟาสซิสต์”  ในวันที่ 8 พฤษภาคม ก็ประกาศว่าได้พบร่างของฮิตเลอร์แล้ว แต่ทว่าพอถึงต้นเดือนมิถุนายน 1945 โซเวียตกลับออกมาตอกย้ำถึงข่าวลือว่าฮิตเลอร์ยังไม่ตาย โดย จอมพลกอร์กี ซูคอฟ “Georgy Zhukov” ผู้นำกองทัพโซเวียตประกาศว่า… “เราไม่พบร่างที่น่าจะเป็นของฮิตเลอร์” สำทับด้วยนายพลสามดาว (Col. Gen.) นิโคไล อี. เบอร์ซาริน (Nikolai E. Berzarin)

โดยผู้บัญชาการกองทัพโซเวียตในกรุงเบอร์ลินยังได้ออกมากล่าวว่า ทหารรัสเซียยังไม่พบศพของฮิตเลอร์ ก่อนที่จะเสริมว่า “เขาอาจจะอยู่ในสเปนกับฟรังโก (ผู้นำเผด็จการของสเปนในยุคนั้น) และที่สำคัญยังมีความเป็นไปได้ที่เขาจะออกเดินทางหลบหนีไปแล้ว” แต่ทว่าทางด้านของกระทรวงการต่างประเทศของสเปนได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของเบอร์ซารินที่ยืนยันว่า ฮิตเลอร์ รวมถึง เอวา บราวน์ (Eva Braun) ภรรยาหมาดๆ ไม่ได้อยู่บนแผ่นดินสเปน และสเปนก็ไม่ได้อนุญาตให้ทั้งคู่เข้าประเทศ หรือถ้าหากฮิตเลอร์ลักลอบเข้ามาได้จริง ประเทศสเปนก็มิได้ให้ที่พักพิงแก่ฮิตเลอร์แต่อย่างใด

ซึ่งหลังจากการประกาศข่าวของฝ่ายโซเวียตยืนยันว่า แต่ทว่าก็ยังไม่พบศพของฮิตเลอร์ และบราวน์ และทั้งคู่น่าจะหลบหนีไปได้จึงพบว่ามีรายงานตามมาในช่วงกลางเดือนมิถุนายนระบุว่ามีผู้พบเห็นทั้งคู่ในพื้นที่ต่างๆ อย่างเช่นรายงานชิ้นหนึ่งที่อ้างว่า ฮิตเลอร์ และบราวน์ได้หลบหนีไปยังอาร์เจนตินา ซึ่งข่าวนี้ทำให้สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอทำการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว

เอวา เบราน์

โดยเอกสารของเอฟบีไอที่ได้รวบรวมปากคำของผู้ที่อ้างว่าพบเห็นฮิตเลอร์ และบราวน์หลังหลบหนีออกจากเยอรมนี ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งในเอกสารสำคัญที่ทำให้นักทฤษฎีสมคบคิดใช้อ้างเพื่อความน่าเชื่อถือของตน

อย่างไรก็ดี คำประกาศของฝ่ายโซเวียตซึ่งถูกพบในภายหลังว่าน่าจะเป็นความพยายามที่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับชาติพันธมิตรตะวันตก พร้อมทั้งยังได้สร้างปมให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างกันว่ามีบางฝ่ายพยายามช่วยเหลือฮิตเลอร์ให้รอดพ้นจากการรับโทษในฐานะของอาชญากรสงครามหรือไม่?

นอกจากนี้ MI5 หน่วยงานความมั่นคงของสหราชอาณาจักรระบุว่าจากข้อความที่ได้บันทึกว่าเมื่อปี 2005 การประกาศในเดือนมิถุนายน 1945 ของสหภาพโซเวียตว่าไม่พบร่างของฮิตเลอร์เป็นข้อมูลเท็จ โดยได้อ้างจากบทสรุปของนักประวัติศาสตร์ฮิวจ์ เทรเวอร์-โรเปอร์ (Hugh Trevor-Roper) ซึ่งเป็นถึงเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของอังกฤษในช่วงสงคราม ผู้เขียนหนังสือวันสุดท้ายของฮิตเลอร์ (The Last Days of Hitler) ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในปี 1947 ถือว่าเป็นหนังสือที่รวบรวมปากคำของพยาน และหลักฐานแวดล้อมที่ได้ยืนยันว่าฮิตเลอร์เสียชีวิตในวันที่ 30 เมษายน 1945 ด้วยการยิงตัวตาย และในส่วนบราวน์ (ภรรยา) ดื่มยาพิษตาย ก่อนที่ร่างของทั้งคู่จะถูกนำร่างไปเผาทำลาย ซึ่งถือว่าเป็นบันทึกเหตุการณ์การเสียชีวิตของฮิตเลอร์ที่ได้รับการความน่าเชื่อถือมากที่สุด

แต่ทว่าด้วยเหตุที่ฝ่ายตะวันตกและ เทรเวอร์-โรเปอร์ ไม่มีหลักฐานทางกายภาพอย่างเช่นการพบซากศพของฮิตเลอร์ และบราวน์อยู่ในมือซึ่งทำให้หลายคนยังคงไม่เชื่อว่า ฮิตเลอร์ตายไปแล้ว และทฤษฎีสมคบคิดอย่างการหนีไปอเมริกาใต้จึงยังมีคนรับฟังอยู่บ้าง แต่ทว่าในบางทฤษฎีก็ได้ออกมาเสนอว่าฮิตเลอร์อาจไปสร้างฐานทัพลับในทวีปแอนตาร์กติกาที่ไร้ผู้คนเอาไว้ก่อนเพื่อรอวันล้างแค้น

ฮิตเลอร์ ภาษาอังกฤษ

โดยยังได้มีการอ้างว่านาซีได้ไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติกาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงคราม ซึ่งบางคนไปไกลถึงขนาดอ้างว่า ฮิตเลอร์อาศัยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของนาซีในการหลบหนีไปสร้างฐานทัพบนดวงจันทร์แถมยังอ้างว่าจานผีที่ถูกร่ำลือว่าตกลงที่รอสเวลล์ เมื่อปี 1947 ไม่นานหลังจากที่สิ้นสุดสงคราม แท้จริงอาจเป็นยานบินเทคโนโลยีล้ำยุคของนาซีก็เป็นได้

ต่อมาในช่วงสิ้นยุคสตาลิน โซเวียตก็ได้ออกมายืนยันว่าโซเวียตพบร่างของฮิตเลอร์ และบราวน์จริง โดยอเล็กซานโดรวิช เบซิเมนส์กี (Aleksandrovich Bezymensky) เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ และอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของโซเวียตได้รายงานเมื่อปี 1968 พร้อมกับการระบุว่าซากศพที่ถูกค้นพบแม้ว่าจะถูกเผาทำลายแต่ทว่าทีมพิสูจน์หลักฐานของโซเวียตสามารถยืนยันอัตลักษณ์ของทั้งคู่ได้ในวันที่ 8 พฤษภาคม 1945

โดยการพิสูจน์ทราบนี้อาศัยกระดูกขากรรไกรที่หลงเหลืออยู่เทียบกับประวัติการทำฟันของทั้งฮิตเลอร์ และบราวน์ ซึ่งจากรายงานของโซเวียตระบุว่าเป็นเครื่องยืนยันอัตลักษณ์ของทั้งคู่ได้อย่างสิ้นสงสัย ซึ่งทำให้บันทึกของเทรเวอร์-โรเปอร์น่าเชื่อถือมากที่สุดในส่วนที่ระบุว่า “ฮิตเลอร์” และบราวน์ เสียชีวิตแล้ว และร่างของทั้งคู่ถูกเผาทำลาย

อย่างไรก็ดี ในขณะที่เทรเวอร์-โรเปอร์ อ้างว่าฮิตเลอร์ได้ยิงตัวตาย ส่วนบราวน์ดื่มยาพิษตาย แต่ทว่าจากการรายงานของเบซิเมนส์กีกลับระบุว่า ผลการชัญสูตรศพของฮิตเลอร์ และบราวน์ยืนยันว่าทั้งคู่เสียชีวิตจากการได้รับสารพิษของไซยาไนด์ ความไม่ลงรอยของการบันทึกจากฝ่ายตะวันตก และฝ่ายโซเวียตทำให้ทฤษฎีสมคบคิดที่เชื่อกันว่า “ฮิตเลอร์ยังไม่ตาย” จึงยังมีผู้คนจำนวนมากยอมรับฟัง เพราะแม้ว่าบันทึกของทั้งสองฝ่ายจะต่างกันเพียงในรายละเอียดเท่านั้นว่า ทั้งคู่ตายอย่างไร

ทฤษฎีอ้างอิง

เลขา ฮิต เลอ ร์

ซึ่งหลังจากที่รัสเซียได้นำชิ้นส่วนกะโหลกศรีษะที่มีร่องรอยถูกยิง และเชื่อกันว่าเป็นของฮิตเลอร์ออกจัดแสดงเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2000 นักวิจัยอเมริกันนิก เบลลานโตนี (Nick Bellantoni) จากมหาวิทยาลัยคอนเนตติกัต (University of Connecticut) และต่อมาในในปี 2009  คณะทำงานวิจัยก็ได้ทำการวิเคราะห์ดีเอ็นเอจากกระโหลกศรีษะดังกล่าวยืนยันว่า กะโหลกชิ้นนี้เป็นของผู้หญิง และน่าจะมีวัยต่ำกว่า 40 ปี แต่ทว่าฮิตเลอร์มีอายุถึง 56 ปี เข้าไปแล้วเมื่อนับถึงเดือนเมษายน 1945 ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเดือนสุดท้ายในชีวิตของเขา และถ้าหากจะบอกว่าเป็นกระโหลกของบราวน์ก็ไม่ตรงกับบันทึกประวัติศาสตร์ที่ระบุว่าเธอได้ดื่มยาพิษตายไม่ได้ยิงตัวตาย

สำหรับข้อสงสัยดังกล่าวจึงทำให้ทฤษฎีสมคบคิดที่เชื่อกันว่าฮิตเลอร์ไม่ได้ฆ่าตัวตายนั้นกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ในช่วงปี 2011 สองนักเขียนชาวอังกฤษ เจอร์ราร์ด วิลเลียมส์ และซิมอน ดันส์แตน (Gerrard Williams and Simon Dunstan) ได้ออกหนังสือชื่อว่า “หมาป่าสีเทา : การหลบหนีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์”

 ฮิตเลอร์ สงครามโลกครั้งที่2

โดยการเขียนหนังสือนี้ อาศัยปากคำของชาวบ้าน และคำรำลือที่มีมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามใหม่ๆ โดยได้อ้างว่า ก่อนที่นาซีเยอรมันจะถูกพิชิต ฮิตเลอร์ และบราวน์ได้นั่งเครื่องบินหนีไปยังเดนมาร์ก ก่อนที่เขาจะข้ามไปยังสเปน ซึ่งฟรังโกได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการจัดหาเครื่องบินให้กับผู้นำนาซีบินต่อไปยังหมู่เกาะคานารี (Canary Islands หมู่เกาะในปกครองของสเปนตั้งอยู่ทางตอนใต้ของชายฝั่งโมร็อกโก) ก่อนที่ทั้งคู่นั่งเรือดำน้ำไปขึ้นฝั่งที่อาร์เจนตินา และได้ใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาเป็นเวลา 17 ปี ซึ่งทั้งคู่มีลูกด้วยกันสองคน ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1962

แต่ทว่าข้ออ้างของทั้งสองก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากนักประวัติศาสตร์กระแสหลัก ซึ่งต่อมาทั้งคู่ยังถูกกล่าวหาในปี 2013 ว่า งานของพวกเขานั้นถูกคัดลอกมาจากงานของนักข่าวชาวอาร์เจนตินา อาเบล บาสตี (Abel Basti) ซึ่งเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือแก่นักเขียนชาวอังกฤษขณะเดินทางไปเก็บข้อมูลในอาร์เจนตินา และยังได้อ้างว่าเป็นผู้แนะนำพยานคนสำคัญให้กับนักเขียนชาวอังกฤษ แต่ทว่าวิลเลียมส์ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ต่อมาในช่วงต้นปี 2014 เดลีเมล์รายงานว่า นักเขียนชาวบราซิล ซิโมนี เรเน เกร์เรโร ดิอาซ (Simoni Renee Guerreiro Dias) ได้อ้างว่าข้อมูลในหนังสือของเธอ “ฮิตเลอร์ในบราซิล – ชีวิตและความตาย” (Hitler in Brazil – His Life and His Death) เป็นการกล่าวถึงเส้นทางการหลบหนีของฮิตเลอร์ไม่ได้สิ้นสุดที่อาร์เจนตินาเท่านั้น แต่เขายังได้เดินทางไปยังปารากวัยก่อนเข้าไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในบราซิล พร้อมด้วยมีภรรยาใหม่เป็นหญิงสาวผิวดำเพื่อปกปิดสถานะความเป็นพวกเชื้อชาตินิยมอารยัน ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงเมื่อปี 1984 ภายในเมืองเล็กๆ ชายแดนบราซิล-โบลีเวีย

ฮิตเลอร์ตายยังไง

โดยเรื่องนี้ปรากฎข้อมูลหลักฐานชิ้นสำคัญเป็นภาพถ่ายอันเลือนลางจนมองไม่เห็นหน้าของฝ่ายชายซึ่งถูกอ้างว่าเป็นฮิตเลอร์ กับหญิงสาวผิวดำ ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวก็เป็นอีกหนึ่งทฤษฎีที่ได้รับความยอมรับจากนักประวัติศาสตร์กระแสหลักเช่นกัน

สำหรับต้นตอของข่าวลือทั้งหมดนี้เราเห็นได้ว่ามีจุดเชื่อมโยงสำคัญที่ทางฝ่ายโซเวียต-รัสเซีย ที่ในยุคสตาลินพยายามปกปิดหลักฐานการพบร่างของฮิตเลอร์ และรายงานการชันสูตรศพ ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก่อนออกมายืนยันในภายหลังว่าฝ่ายตนเองเป็นผู้ค้นพบร่างของฮิตเลอร์จริง แต่ทว่านั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ข่าวลือนอกกระแสหายไปโดยสิ้นเชิง ประกอบกับหลักฐานที่เคยเชื่อกันว่าเป็นกระโหลกศีรษะของฮิตเลอร์ถูกหักล้างด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งทำให้บางคนยังเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดนอกกระแส

แต่ทว่าหลักฐานสำคัญที่สุดที่จะยืนยันได้ว่าฮิตเลอร์ตายจริงในปี 1945 ก็ยังอยู่ในมือรัสเซียนั้นก็คือ กระดูกขากรรไกรที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานยืนยันว่าเป็นของฮิตเลอร์จริง โดยปราศจากข้อสงสัย ซึ่งถ้าหากรัสเซียยอมให้บุคคลที่สามได้ตรวจสอบซ้ำก็คงจะช่วยลบข้อสงสัยหลายๆ อย่างได้

สงครามโลกจบลงไปหลายปี แต่ความโหดร้าย ความสงสัยก็ยังคงอยู่ เนื่องจากว่าข้อมูลและข่าวจากหลายๆ สำนักทำให้ข่าวการตายของผู้นำนาซีเยอรมัน ยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน แต่แม้ว่าสงครามจะจบ แต่ความเจ็บปวดจากบาดแผลไม่จบ ยังคงฝังแน่นในจิตใจคนทั่วโลก เพราะความโหดร้ายจากสงครามโลกครั้งที่สองยากจะลืมเลือน