ฮอโลคอสต์ ขบวนการล้างชาติของนาซี

ฮอโลคอสต์

ฮอโลคอสต์ (haShoah)ขบวนการล้างชาติของนาซี ความโหดร้ายที่โลกต้องตะลึก และก็เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ชาวยิวกว่า 7 ล้านคน ถูกฆ่าอย่างโหดร้าย และไร้ความปราณี

และหลายคนก็คิดว่าผู้อยู่เบื้องหลังในการสังหารหมู่ในครั้งนี้ คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ผู้นำเยอรมันในขณะนั้น) แต่ใครจะรู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังคสวามโหดร้ายที่แท้จริงไม่ใช่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ฮอโลคอสต์ คืออะไร?

ฮอโลคอสต์ คืออะไร?

ฮอโลคอสต์ หรือโฮโลคอสต์ (The Holocaust) หรือรู้จักในอีกชื่อว่า haShoah  เป็นพันธุฆาตชาวยิวในยุโรป ประมาณ 6 ล้านคน ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

สำหรับโครงการฆาตกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐโดยเยอรมนี ที่นำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และพรรคนาซี เพราะว่าในช่วงนั้นทั่วทั้งดินแดนที่เยอรมนียึดครองจากชาวยิว 9 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในทวีปยุโรปก่อนฮอโลคอสต์ ประมาณสองในสามถูกสังหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กชาวยิวกว่า 1 ล้านคน ต้องถูกสังหารในฮอโลคอสต์ เช่นเดียวกับหญิงชาวยิวประมาณ 2 ล้านคน และชายชาวยิว 3 ล้านคน

ความจริงของความโหดร้ายที่เกิดขึ้นนั้นทางด้านของนักวิชาการบางส่วนเสนอว่า นิยามของฮอโลคอสต์ยังควรรวมถึงพันธุฆาตประชากรกลุ่มอื่นอีกหลายล้านคนของพรรคนาซีรวมทั้งชาวโรมานี นักคอมมิวนิสต์ เชลยศึกจากโซเวียต พลเรือนโปแลนด์ และแม้แต่โซเวียต พวกรักเพศเดียวกันก็ไม่เว้น และยังมีคู่แข่งทางการเมืองและศาสนาอื่น ๆ ไม่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์เยอรมันหรือไม่ก็ตาม

สำหรับ นิยามนี้ถือว่าเป็นนิยามที่สามัญที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดจนถึงคริสต์ทศวรรษ 1960 เพราะถ้าหากใช้นิยามนี้ จำนวนเหยื่อฮอโลคอสต์ทั้งสิ้นอยู่ระหว่าง 11 ถึง 17 ล้านคน  โดยทางด้านของ เฮนรี ฟีแลนเดอร์นิยามฮอโลคอสต์ว่า “การสังหารหมู่มนุษย์ เพราะว่าพวกเขาเป็นสมาชิกของกลุ่มที่นิยามทางชีวภาพ” หมายความว่า “พวกนาซีใช้นโยบายการกำจัดที่คงเส้นคงวา และครอบคลุมเฉพาะกับมนุษย์สามกลุ่ม ผู้พิการ ชาวยิวและพวกยิปซี”

นอกจากนี้การเบียดเบียน และพันธุฆาตมีการดำเนินแบ่งเป็นขั้น โดยจะมีกฎหมายหลายฉบับที่ดึงชาวยิวออกจากประชาสังคม ที่เราเห็นชัดที่สุดคือ “กฎหมายเนือร์นแบร์ก” ซึ่งถูกใช้บังคับในเยอรมนีหลายปีก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะเริ่มต้น มีการสร้างค่ายกักกันซึ่งผู้ถูกกักกันถูกบังคับให้ใช้แรงงานทาส จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยการหมดแรงหรือป่วยเป็นโรค ที่ใดที่เยอรมนียึดครองดินแดนใหม่ในยุโรปตะวันออก หน่วยเฉพาะที่เรียกว่า ไอน์ซัทซกรุพเพน ก็จะทำการฆาตกรรมยิวและคู่แข่งทางการเมืองในการยิงหมู่ โดยผู้ยึดครองกำหนดให้ชาวยิว และโรมานีถูกจำกัดอยู่ในเกตโตที่แออัดยัดเยียดก่อนถูกขนส่งโดยรถสินค้าไปยังค่ายมรณะ ที่ซึ่งหากพวกเขารอดชีวิตจากการเดินทาง ก็จะถูกสังหารไปโดยมากในห้องรมแก๊สอยู่ดี

ใครคือผู้ชี้ทางสู่การฆาตกรรม?

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว

หลายๆ คนอาจคิดว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนั้น เป็นอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แต่โดยความจริงแล้ว เรื่องนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะว่าตอนที่ฮิตเลอร์ยังเรียนอยู่ ก็มีขบวนการต่อต้านยิวอยู่แล้ว

เยอรมนี จุดเริ่มต้นความโหดร้าย

เยอรมนี จุดเริ่มต้นความโหดร้าย

ประเทศเยอรมนี นับว่าเป็นประเทศแรกที่ได้ริเริ่มทำการฮอโลคอสต์ขึ้น เนื่องจากว่าเป็นที่ประจักษ์ว่าชุมชนยิวในเยอรมนีเป็นเป้าแห่งความเกลียดชัง ตั้งแต่การปราศรัย และงานเขียนแรก ๆ ของฮิตเลอร์ และอุดมการณ์นาซีวางกฎเข้มงวดเกี่ยวกับว่าใครเป็น หรือไม่เป็นสายเลือด “อารยัน” บริสุทธิ์ ที่ได้มีการกำหนดการปฏิบัติเพื่อทำให้เชื้อชาติอารยันบริสุทธิ์

ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นหนึ่งเดียวกับเชื้อชาตินอร์ดิก และตามด้วยเชื้อชาติรองที่เล็กกว่าของเชื้อชาติอารยันเพื่อเป็นตัวแทนของเชื้อชาติปกครองที่เป็นอุดมคติ และบริสุทธิ์ สำหรับผลของนโยบายสังคมนาซีในเยอรมนีแบ่งแยกระหว่างผู้ที่ถูกมองว่าเป็น “อารยัน” กับ “มิใช่อารยัน” ยิว หรือว่าในส่วนหนึ่งของกลุ่มชนกลุ่มน้อยอื่น

และสำหรับเชื้อชาติอารยัน ได้ดำเนินโยบายสังคมจำนวนมากที่เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มนี้โดยระบอบนาซีเพิ่มขึ้นตามกาล รวมถึงการคัดค้านการสูบบุหรี่โดยรัฐบาล การล้างมลทินแก่เด็กอารยันที่เกิดแก่บิดามารดานอกสมรส เช่นเดียวกันกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ครอบครัวเยอรมันอารยันที่ให้กำเนิดบุตร

เชื้อชาติอารยัน

และเมื่อวันที่ 1 เมษายน 1933 ฮิตเลอร์ได้ประกาศคว่ำบาตรสถานประกอบธุรกิจยิวทั้งประเทศ และครอบครัวยิวจำนวนมากก็เตรียมตัวออกนอกประเทศ แต่อีกหลายครอบครัวหวังว่าการดำรงชีพของพวกตน และทรัพย์สินจะปลอดภัย เพราะตนเป็นพลเมืองเยอรมัน

ทั้งนี้ พรรคนาซีดำเนินนโยบายเชื้อชาติ และสังคมผ่านการเบียดเบียน และการสังหารผู้คนที่ถูกมองว่าเป็นผู้ที่สังคมไม่พึงปรารถนาว่าหรือ “ศัตรูของอาณาจักร” ที่ตกเป็นเป้าพิเศษ ซึ่งคือ ชนกลุ่มน้อยเช่น ยิว โรมานี (หรือยิปซี) โดยผู้นับถือพยานพระยะโฮวาห์ ผู้ที่มีความพิการทางจิตหรือทางกาย และพวกรักร่วมเพศ

ต่อมาในคริสต์ทศวรรษ 1930 แผนเพื่อโดดเดี่ยวประเทศ และกำจัดยิวอย่างสมบูรณ์ในเยอรมนี  เริ่มจากการก่อสร้างเกตโต ค่ายกักกัน และสร้างค่ายใช้แรงงาน โดยมีการก่อสร้างค่ายกักกันดาเชาเป็นแห่งแรกในปี 1933 เมื่อไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์อธิบายอย่างเป็นทางการว่าเป็น “ค่ายกักกันศัตรูทางการเมืองแห่งแรก”

และในช่วงปีหลังนาซีเถลิงอำนาจ ชาวยิวหลายคนถูกกระตุ้นให้เดินทางออกนอกประเทศ และทำเช่นนั้น ในปี 1935 มีการตรากฎหมายเนือร์นแบร์กขึ้น ซึ่งมีใจความเพิกถอนสัญชาติเยอรมันของยิว และยังปฏิเสธการจ้างงานภาครัฐ ในขณะนี้ชาวยิวส่วนมากที่ชาวเยอรมันว่าจ้างเสียตำแหน่งงาน ซึ่งจะถูกแทนที่โดยชาวเยอรมันที่ว่างงาน เพราะนอกจากนี้ การสมรสระหว่างยิวกับอารยันถูกห้าม ชาวยิวสูญเสียสิทธิเพิ่มขึ้นในช่วงอีกไม่กี่ปีถัดมา

ด้วยเหตุนี้ที่ชาวยิวถูกแยกออกไปจากหลายวิชาชีพ และมิให้จับจ่ายซื้อของในร้านค้าจำนวนมาก และในหลายเมืองติดป้ายห้ามมิให้ยิวเข้าและที่โดดเด่น คือ ความพยายามของรัฐบาลในการส่งชาวยิวเยอรมันที่มีเชื้อสายโปแลนด์ 17,000 คนกลับไปยังประเทศโปแลนด์ จนทำให้ในเดือนพฤศจิกายน 1938 แฮร์เชล กรึนซพัน ชายหนุ่มชาวยิวในกรุงปารีส ลงมือลอบสังหารแอร์นสท์ ฟอม รัท เอกอัครราชทูตเยอรมัน เพื่อเป็นการประท้วงการปฏิบัติต่อครอบครัวของเขาในเยอรมนี

ค่ายกักขังชาวยิว

จากเหตุการณ์ความร้ายแรงที่เกิดขึ้นนี้พรรคนาซีใช้ความพยายามดังกล่าวปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังชุมชนยิวในเยอรมนี และถือว่าเป็นบริบทของโพกรมเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1938 ซึ่งเป็นการเจาะจงธุรกิจยิวเป็นพิเศษ เอสเอได้รับมอบหมายให้โจมตีสุเหร่ายิว และยึดทรัพย์สินของยิวทั่วประเทศเยอรมนี

ในปี 1941 เยอรมนีตัดสินใจทำลายชาติโปแลนด์อย่างสมบูรณ์ และผู้นำเยอรมันก้ได้ตัดสินใจว่าในอีก 10 ถึง 20 ปี ชาวโปแลนด์ในรัฐโปแลนด์ภายใต้การยึดครองของเยอรมันจะถูกกวาดล้างอย่างสมบูรณ์ และจะให้ผู้อยู่ในนิคมชาวเยอรมันเข้าไปตั้งถิ่นฐานแทน โดยนาซีมองว่าชาวยิว ชาวโรมานี ชาวโปแลนด์อยู่ในกลุ่มเดียวกับชนสลาฟ อย่างเช่น ชาวรัสเซีย ชาวยูเครน ชาวเช็ก และอีกหลายเชื้อชาติที่มิใช่ “ชาวอารยัน”  แม้ชนสลาฟจำนวนมากจะถูกมอง และได้รับการยอมรับว่าเป็นชาวอารยัน แต่ทว่านาซีใช้เหตุผลตัดสินว่าชาวอารยันมีสิทธิทางชีววิทยาในการแทนที่ กำจัด และจับผู้ที่ด้อยกว่าเป็นทาส หลังสงครามภายใต้ “แผนใหญ่” เจเนรัลพลันโอสท์ (Generalplan Ost) คาดการณ์การเนรเทศประชากรที่ไม่สามารถถูกแผลงเป็นเยอรมัน (non-Germanizable) ประมาณ 45 ล้านคนจากยุโรปตะวันออกไปยังไซบีเรียตะวันตกล่วงหน้าและราว 14 ล้านคนจะยังอยู่ แต่ทว่าจะถูกปฏิบัติเหมือนทาส ส่วนชาวเยอรมันจะตั้งถิ่นฐานแทนที่ในเลเบนสเราม์ที่ต่อขยายไปของอาณารจักรพันปี

นอกจากนี้ แฮร์แบร์ท บาเคอ ยังเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังแผนความหิว (Hunger Plan) ซึ่งถือว่าเป็นแผนให้ชนสลาฟหลายสิบล้านคนอดอยากเพื่อประกันเสบียงอาหารแก่ประชาชน และทหารชาวเยอรมัน ในระยะยาว นาซีต้องการกำจัดชนสลาฟราว 30–45 ล้านคน ตามข้อมูลของมิคาเอล ดอร์แลนด์ “ดังที่มีนักประวัติศาสตร์เยล ทีโมธี ซไนเดอร์เตือนเรา ถ้าหากนาซีประสบความสำเร็จในสงครามกับรัสเซีย การนำอีกสองมิติของฮอโลคอสต์ไปปฏิบัติ แผนการความหิวและเจเนรัลพลันโอสท์ จะนำไปสู่การกำจัดคนอีก 80 ล้านคน ในเบลารุส รัสเซียเหนือ และสหภาพโซเวียตผ่านความอดอยาก”

รมแก๊ส ยิว

ในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สอง ทางการเยอรมนีในเจเนรัลกออูแวร์เนเมนท์ในโปแลนด์ที่ได้ถูกยึดครองสั่งให้ยิวทุกคนถูกบังคับใช้แรงงาน รวมถึงผู้ที่ด้อยสมรรถภาพทางกาย เช่น หญิงและเด็ก ถูกกักกันอยู่ในเกตโต สำหรับนาซีแล้ว มีหลายแนวคิดปรากฏขึ้นว่าจะตอบ “ปัญหาชาวยิว” อย่างไร  และวิธีหนึ่ง ก็คือ การบังคับเนรเทศยิวขนานใหญ่ อดอล์ฟ ไอชมันน์ได้เสนอให้ยิวถูกบังคับอพยพไปยังปาเลสไตน์ ฟรันซ์ ราเดมาแคร์ ได้เสนอให้ยิวถูกเนรเทศไปยังมาดากัสการ์ ข้อเสนอนี้ได้รับการสนับสนุนโดยฮิมม์เลอร์ และยังได้มีการถกโดยฮิตเลอร์ และผู้เผด็จการอิตาลี เบนิโต มุสโสลินี

แต่ภายหลังการเสนอดังกล่าวถูกล้มเลิกไปเพราะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติเมื่อปี 1942 ความคิดการเนรเทศต่อเนื่องไปยังโปแลนด์ที่ถูกยึดครองถูกผู้ว่าการ ฮันส์ ฟรังค์ แห่งเจเนรัลกออูแวร์เนเมนท์ ปฏิเสธ เพราะว่าแฟรงค์ปกิเสธจะยอมรับการเนรเทศยิวมาเพิ่มยังดินแดนที่มียิวจำนวนมากอยู่แล้ว

และในปี 1942 ได้มีการประชุมวันน์เซ เจ้าหน้าที่นาซีตัดสินใจกำจัดยิวทั้งหมด ดังที่ได้ร่วมอภิปราย “การแก้ปัญหาชาวยิวครั้งสุดท้าย” ค่ายกักกันเช่นเอาชวิทซ์ ถูกแปลง และเปลี่ยนมาเป็นห้องรมแก๊สเพื่อสังหารยิวให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ จนมาถึงปี 1945 ค่ายกักกันจำนวนหนึ่งถูกกองทัพสัมพันธมิตรปลดปล่อย และยังพบว่าการปลดปล่อยนี้พวกเขาพบว่าผู้รอดชีวิตขาดอาหารอย่างรุนแรง ฝ่ายสัมพันธมิตรยังพบหลักฐานสำคัญอีกด้วยว่า นาซีค้ากำไรจากการสังหารหมู่ยิวไม่เพียงแต่การยึดทรัพย์สิน และสิ่งของมีค่าส่วนบุคคลแล้ว แต่ยังโดยการแยกสารอุดฟันทองคำจากร่างของยิวบางคนที่ถูกขังในค่ายกักกันด้วย

ขบวนการล้างชาติของนาซี

คืนกระจกแตก

ขบวนการล้างชาติของพรรคนาซี มีต้นสายปลายเหตุที่คาดไม่ถึง เพราะว่าขบวนการล้างชาติของนาซีมีสาเหตุมาจากการแบ่งแยกเชื้อชาติระหว่างพวกชนชาติเชื้อสายอารยัน และพวกที่ไม่มีเชื่อสายอารยัน โดยการมุ่งเป้าหมายหลักไปยังชาวยิวที่อยู่อาศัยในทวีปยุโรป ซึ่งการทำลายล้างชนชาติยิวเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อพรรคนาซีได้ขึ้นนำประเทศเยอรมันเมื่อฮิตเลอร์ขึ้นปกครองประเทศโดยชอบธรรมในปีค.ศ. 1933 ฮิตเลอร์ก็ได้โยนความผิด และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเยอรมันในเวลานั้นว่าเป็นความผิดของชาวยิวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ เหตุการณ์ไฟไหม้ รวมถึงการที่เยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และปัญหาต่างๆ อีกร้อยพันประการ

ในขณะนั้นชาวยิวนับล้านคนถูกกดขี่ข่มเหงในทุกรูปแบบ พรรคนาซีออกกฎหมายกว่า 400 มาตราเพื่อริดรอนสิทธิชาวยิว ตัวอย่างเช่น ชาวยิวไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินเพาะปลูกในเยอรมันได้ กิจการร้านค้าของชาวยิวโดนรัฐบาลเยอรมันสั่งปิด นอกจากนี้พรรคนาซียังออกกฎหมายสั่งปลดประชากรเชื้อสายที่ไม่ใช่ชาวอารยันออกจากงานเป็นจำนวนมาก และในขณะนั้นชาวยิวหลายคนที่อยู่ผิดที่ผิดเวลาโดนทุบตีทำร้ายจนบางครั้งถึงเสียชีวิต และมีชาวยิวจำนวนหนึ่งอพยพหนีความรุนแรงกลับไปยังปาเลสไตน์

แต่ทว่าท้ายที่สุดพรรคนาซีสร้างไล่ต้อนชาวยิวให้ไปอยู่อาศัยในเกตโต (The Ghettos) และพวกเขาเหล่านั้นก็ถูกใช้งานหนักในโรงงานที่ถูกสร้างขึ้นข้างๆ รั้วของบริเวณกักกันเพื่อให้ชาวเยอรมันได้รับผลประโยชน์จากแรงงานชาวยิว โดยที่ไม่เสียเงิน ชาวยิวมากมายในสถานกักกันตายเพราะความหิวโหย เนื่องจากว่าปริมาณอาหารที่รัฐบาลหยิบยื่นให้นั้นมีไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือมีโรคระบาด และความหนาวได้คร่าชีวิตประชากรชาวยิวมากมายในบริเวณค่ายกักกัน ชาวยิวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมารับเคราะห์โดยที่ไม่รู้ว่าพวกนาซีต้องการอะไรจากยิวกันแน่ ชาวยิวบางคนฆ่าตัวตายเพราะความหมดหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อไปในสถานที่ที่เปรียบเสมือนนรก

จำนวนผู้เสียชีวิต ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

การ ล้าง เผ่า พันธ์ ชาว ยิว

จำนวนที่แน่นอนของผู้ที่เสียชีวิตจากน้ำมือของนาซีอาจจะไม่มีใครล่วงรู้ได้ แต่เชื่อว่ามีจำนวนผู้เคราะห์ร้าย ดังนี้

–  ประชาชนชาวยิวราวๆ 5-6 ล้านคน  รวมทั้งชาวโปแลนด์ที่เป็นยิว 3 ล้านคน

–  1.8-1.9 ล้านคน เป็นชาวคริสเตียน และผู้คนที่ไม่ใช่ชาวยิว

–  200,000-800,000 คน เป็นชาวโรมาหรือชาวยิปซี

–  200,000-300,000 คน เป็นผู้ที่ไม่มีประโยชน์ในการใช้แรงงาน

–  80,000-200,000 คน เป็นผู้ที่มาจากสมาคมของยุโรปที่ต่อต้านการกระทำของพรรคนาซี

–  100,000 คน เป็นผู้ที่สนับสนุนคอมมิวนิสต์

–  10,000-25,000 เป็นพวกรักร่วมเพศ

–  2,500-5,000 เป็นชาวคริสเตียน นิกายพยานพระยะโฮวา (Jehovah’s Witnesses)

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจาก รูล ฮิลเบิร์ก เจ้าของผลงานหนังสือ The Destruction of the European Jews (การสังหารชาวยุโรปเชื้อสายยิว) ได้บันทึกว่าจากเหตุการณ์อันเลวล้านที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้นคาดว่ามีชาวยิวทั้งหมด 5.1 ล้านคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์การล้างชาติของพรรคนาซี จากสถิติกล่าวไว้ว่า มากกว่า 8 แสนคน ที่เสียชีวิตจากบริเวณเกท-โท และเสียชีวิตจากความขาดแคลน 1.4 ล้านคน  และมากกว่า 2.9 ล้านคน เสียชีวิตอยู่ในค่ายกักกันนั้นเอง ฮิลเบิร์กประมาณการว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตในประเทศโปแลนด์เป็นจำนวนมากกว่า 3 ล้านคน ส่วนตัวเลขที่ฮิลเบิร์กนำมาพิจารณานี้ได้มาจากบันทึกเท่าที่หาได้ จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

ผู้กระทำผิด และผู้ให้ความร่วมมือ

ฮอโลคอสต์ คือ

1.ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ ชายคนนี้เป็นคนต้นคิดในการใช้ก๊าซพิษเพื่อฆ่ายิวในค่ายกักกันให้ได้มากที่สุด

2.โจเซฟ เมนเกเล เป็นแพทย์ และยังเป็นหัวหน้าประจำค่ายกักกันเอาชวิทซ์ เขาได้ทำการทดลองมนุษย์ชาวยิวรวมไปถึงเด็กฝาแฝดชาวยิวที่ถูกการทดลองอย่างโหดร้ายทารุณและทำให้มีผู้เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก

3.อดอล์ฟ ไอชมันน์ เป็นโอแบร์สทุร์มบันน์ฟือแรร์ (พันโท) ของหน่วยเอสเอส และชายผู้นี้ยังเป็นหนึ่งในผู้จัดการการล้างชาติโดยนาซีคนสำคัญ ซึ่งเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ให้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวก และจัดการพลาธิการการเนรเทศชาวยิวขนานใหญ่ไปยังเก็ตโต และค่ายมรณะในยุโรปตะวันออกภายใต้การยึดครองของเยอรมนี

นับว่าเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น เป้นความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับชนชาติยิว เพราะว่าชาวยิว 1 ใน 3 ต้องเสียชีวิตจากความบ้างคลั่ง และความเกลียดชังของผู้นำเยอรมันในขณะนั้น แต่ท้ายที่สุดการที่สุดท้าย ชายที่ได้ชื่อว่าโหดร้ายอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ต้องจบชีวิตตัวเองด้วยการทำอัตวินิบาตกรรม(การทำให้ตนเองถึงแก่ชีวิตหรือถึงแก่ความตาย ภาษาชาวบ้านเรียกว่าเป็นการฆ่าตัวตาย) ถือว่านี่เป็นการปิดฉากชีวิตของผู้นำเยอรมันหลังแพ้สงครามอย่างแท้จริง