สงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย

สงคราม ออสเตรีย

สงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย (War of the Austrian Succession) อีกหนึ่งความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ และการทำสงครามในครั้งนี้ยังถือว่าเป็นสงครามที่เกี่ยวข้องกับทุกมหาอำนาจในทวีปยุโรปเลยก็ว่าได้ และการทำสงครามยังเริ่มต้นจากจักรพรรดิคาร์ลที่ 6 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ทรงเสด็จสวรรคตในช่วงราวๆ ปีค.ศ. 1740 พระนางมาเรีย เทเรซา ผู้เป็นพระราชบุตรเพียงพระองค์องค์เดียวจึงได้สืบบัลลังก์ของฮังการี,โบฮีเมีย, ออสเตรีย, โครเอเชีย และปาร์มา ต่อจากพระราชบิดา

 

ที่มาของ สงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย

สงคราม ออสเตรีย ป รัสเซีย

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ขัดกับกฎหมายแซลิกที่ได้ตั้งเอาไว้ว่าห้ามสตรีครองแว่นแคว้น นอกจากนี้ ด้วยความที่พระนางทรงเป็นสตรีไม่สามารถสืบตำแหน่งจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ จึงส่งผลผลักดันให้พระสวามี คือ ฟรันซ์ สเตฟัน ดยุกแห่งลอแรน ขึ้นเป็นจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์แทนพระนางโดยทันที

การที่สตรีได้ครองแผ่นดิน เป็นเรื่องที่ขัดกับกฎหมาย และนั่นก็ทำให้เหล่ามหาอำนาจทั้งหลายต่างออกมาเรียกร้องสิทธิในบัลลังก์ให้แก่เจ้าครองนครรัฐผู้คัดเลือกที่เป็นบุรุษ และเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมกว่า ปรัสเซีย และฝรั่งเศสนั้นก็มีความต้องการบั่นทอนอำนาจของราชวงศ์ฮับส์บูร์กเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

และในขณะที่ประเทศคู่อริของทั้งปรัสเซีย และฝรั่งเศส อย่างฝ่ายของบริเตนใหญ่ และสาธารณรัฐดัตช์ก็คอยสนับสนุนราชวงศ์ฮับส์บูร์ก โดยสเปนซึ่งขณะนั้นกำลังทำสงครามกับบริเตนใหญ่มาตั้งแต่ปี 1739 จึงได้ถือโอกาสนี้เข้าข้างฝ่ายปรัสเซีย และฝรั่งเศส หมายจะขจัดอิทธิพลของฮับส์บูร์กเหนือคาบสมุทรสเปน

สงคราม ฝรั่งเศส

การรบส่วนใหญ่เป็นการรบทางบก ซึ่งในขณะที่ชาติอื่นๆ ยังคงใช้ทหารรับจ้างมารบแทน โดยทางด้านของปรัสเซียซึ่งมีระบบทหารประจำการแล้วจึงมีทหารที่เหนือกว่า ปรัสเซีย ทหารที่สามารถมีชัยเหนือฮับส์บูร์กในสงครามไซลีเซียครั้งที่หนึ่งในช่วงปี ค.ศ.1742 ซึ่งนั่นก็ทำให้ปรัสเซียได้เข้าครอบครองดินแดนไซลีเซียโดยสมบรูณ์  ในขณะที่ฝรั่งเศสเองก็ได้ทำการโจมตีอาณานิคมต่างๆ ของบริเตนใหญ่ในทวีปอเมริกาเหนือซึ่งนั่นก็เป็นสงครามที่เรียกว่า “สงครามพระเจ้าจอร์จ”

สำหรับการทำสงครามในครั้งนี้จบลงด้วยการทำสนธิสัญญาแอกซ์-ลา-ชาแปลในปี ค.ศ.1748 พระนางมาเรีย เทราซา ทรงสูญเสียดินแดนไซลีเซียให้แก่ปรัสเซีย และยังเสียดินแดนดัชชีปาร์มา และปีอาเชนซาให้แก่สเปน แลกกับการยอมรับพระนางเป็นอาร์ชดัชเชสแห่งออสเตรีย และเป็นกษัตริย์แห่งโบฮีเมีย

ส่วนฝรั่งเศสไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันจากการทำสงครามในครั้งนี้ และความสงบสุขหลังสงครามสงบแต่ก็อยู่ได้ไม่นานนัก ความอยากได้ดินแดนไซลีเซียคืนมาของออสเตรียซึ่งนั่งก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนดุลอำนาจครั้งใหญ่ในยุโรปเมื่อปี ค.ศ.1756 ซึ่งนั่นก็นำไปสู่สงครามครั้งใหญ่กว่าอย่างสงครามเจ็ดปี

 

จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

สงคราม 7 ปี

จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์[1] (เยอรมัน: Kaiser des Heiligen Römischen Reiches; อังกฤษ: Emperor of the Holy Roman Empire) หรือจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Emperor) หรือจักรพรรดิโรมัน-เยอรมัน (เยอรมัน: Römisch-Deutscher Kaiser) เป็นคำที่นักประวัติศาสตร์ใช้หมายถึงประมุขรัฐในสมัยกลางที่พระสันตะปาปาทรงแต่งตั้งให้เป็น “จักรพรรดิแห่งชาวโรมัน” ต่อมาตำแหน่งนี้มาจากการเลือกตั้งแต่ยังคงต้องรับราชาภิเษกจากพระสันตะปาปาอยู่ จนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมาจึงหมายถึงผู้ปกครองจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นมีอาณาเขตครอบคลุมดินแดนยุโรปกลาง

พระอิสริยยศ

สงคราม ของ ประเทศ ฝรั่งเศส

ในทวีปยุโรปสมัยโบราณถือว่า “จักรพรรดิ” เป็นพระอิสริยยศมีบทบาทสำคัญในการปกป้องคริสตจักรโรมันคาทอลิก ในสมัยกลางพระสันตะปาปามีอำนาจมากขึ้นจนเกิดขัดแย้งกับจักรพรรดิในเรื่องการบริหารคริสตจักร ปัญหาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือข้อขัดแย้งเรื่องการสถาปนาสมณศักดิ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ระหว่างจักรพรรดิไฮน์ริชที่ 4 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์กับสมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 7

หลังจากที่พระสันตะปาปาราชาภิเษกพระเจ้าชาร์เลอมาญเป็นจักรพรรดิโรมัน ผู้ที่สืบราชบัลลังก์ต่อมาก็สืบทอดพระอิสริยยศนี้ต่อมาด้วย จนกระทั่งเมื่อพระเจ้าเบเรนการีโอที่ 1 แห่งอิตาลีสวรรคตในปี ค.ศ. 924 พระสันตะปาปาก็ไม่ได้ราชาภิเษกใครขึ้นเป็นจักรพรรดิโรมันอีก จนเมื่อจักรพรรดิออทโทที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้รับราชาภิเษกจึงถือว่าเป็นปฐมจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

แต่บางตำราก็ถือว่าจักรพรรดิชาร์เลอมาญเป็นปฐมจักรพรรดิที่แท้จริง จักรพรรดิออทโทและผู้สืบราชบัลลังก์ของพระองค์ได้ถือว่าราชอาณาจักรแห่งชาวแฟรงก์ตะวันออกในสมัยราชวงศ์การอแล็งเฌียงเป็นจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ด้วย เจ้าชายเยอรมันจะทำการคัดเลือกเจ้าชายพระองค์หนึ่งในคณะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งชาวเยอรมัน

สงคราม ใน ทวีป อเมริกา

จากนั้นจึงจะได้รับราชาภิเษกจากพระสันตะปาปาต่อไป หลังจากการราชาภิเษกจักรพรรดิคาร์ลที่ 5 จักรพรรดิพระองค์ต่อ ๆ มาก็มิได้รับการราชาภิเกจากพระสันตะปาปาอีก ถือเป็นจักรพรรดิจากการเลือกตั้งตามกฎหมายโดยสมบูรณ์

แต่คำว่า “ศักดิ์สิทธิ์” ประกอบในพระอิสริยยศของจักรพรรดิเท่านั้น ถูกใช้ครั้งแรกกับจักรพรรดิฟรีดริชที่ 1 แต่ทว่าตามประวัติศาสตร์นิพนธ์นั้นทรงถือว่าจักรพรรดิออทโทที่ 1 เป็นจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์แรก เพราะถึงแม้ว่าที่จริงชาร์เลอมาญจะเป็นจักรพรรดิแห่งชาวโรมันพระองค์แรกที่ทรงได้รับราชาภิเษกจากพระสันตะปาปาก็ตาม

โดยสมเด็จพระจักรพรรดิคาร์ลที่ 5 ถือเป็นจักรพรรดิพระองค์สุดท้ายที่ได้รับราชาภิเษกจากพระสันตะปาปา และจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์สุดท้ายที่มาจากการคัดเลือก ก็คือจักรพรรดิฟรันซ์ที่ได้สละราชสมบัติช่วงที่มีการสู้รบของสงครามนโปเลียนในปี ค.ศ. 1806 และยังถือเป็นการล่มสลายของจักรวรรดิ

 

จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และอาร์ชดยุกแห่งออสเตรีย

สงคราม ฝรั่งเศส อังกฤษ

สำหรับจักรพรรดิคาร์ลที่ 6 พระองค์ทรงมีแต่พระราชธิดา และก่อนหน้านี้มีพระราชโอรสแต่ทว่าทรงสิ้นพระชนม์กะทันหัน พระองค์จึงทรงสถาปนาอาร์ชดัชเชสมาเรีย เทเรซา พระราชธิดาองค์โตของพระองค์ และให้เป็นองค์รัชทายาททางพฤตินัย (Heiress Presumptive) โดยพระองค์ทรงออกพระราชกฤษฎีกาพิเศษ เพื่อเป็นการรับรองให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในสามารถขึ้นครองราชย์สมบัติได้ และเมื่อจักรพรรดิคาร์ลทรงเสด็จสวรรคต อาร์ชดัชเชสมาเรีย เทเรซาก็ได้ทรงสืบราชสมบัติแห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์กต่อจากพระราชบิดา และระองค์ยังทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งฮังการี และโบฮีเมีย

ส่วนตำแหน่งองค์พระประมุขแห่งจักรวรรดิโรมันนั้น พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับดยุกฟรันซ์ที่ 3 สตีเฟนแห่งลอแรน (Duke Francis III Stephen of Lorraine) และหลังจากการอภิเษกสมรส พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซียก็ทรงสนับสนุนพระสวามีของพระนางให้ได้ครองราชย์เป็นจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมัน แต่พระราชอำนาจ และการบริหารบ้านเมืองจะเป็นขององค์จักรพรรดินีแต่เพียงผู้เดียว

และหลังจากนั้น ทั้ง 2 พระองค์ก็ได้ทรงร่วมกันก่อตั้งราชวงศ์ฮับส์บูร์ก-ลอแรนขึ้น (Habsburg-Lorraine) และยังมีพระบรมวงศานุวงศ์ได้ทรงดำรงอยู่ในราชสกุลนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้

จักรพรรดิแห่งออสเตรีย

สงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย

วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2349 จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ก็ถึงวันสิ้นสุดเพราะวันนี้คือวันแห่งการล้มล้างจากการรุกล้ำและรุกรานระบอบการเมืองการปกครองของนโปเลียน โบนาปาร์ต และถึงอย่างไรก็ตาม องค์พระประมุของค์สุดท้ายของจักรวรรดิจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 2 พระองค์ทรงสูญเสียตำแหน่ง’จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์’ไป

และนั่นก็ทำให้พระองค์ทรงตั้งจักรวรรดิใหม่ คือ จักรวรรดิออสเตรีย และพระองค์ยังทรงแต่งตั้งพระราชอิสริยยศใหม่ทั้งหมด โดยพระองค์ทรงใช้พระยศในฐานะองค์พระประมุขแห่งจักรวรรดิใหม่ที่เรียกว่า จักรพรรดิแห่งออสเตรีย ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2347