หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดอะไรขึ้น?

วิเคราะห์ ญี่ปุ่น การ พัฒนา ประเทศ อัน อัศจรรย์

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างทั้งสิ่งที่ดี และพบกับความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำสงคราม และในระหว่างการทำสงครามโลกครั้งที่สองยังเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงต่างๆ นานา ทั้งเรื่องที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นในค่ายกักกันและการใช้แรงงานทาส

ผลที่เกิดขึ้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่2

ฝ่ายสัมพันธมิตรสถาปนาการบริหารยึดครองในออสเตรีย และเยอรมนี ทางด้านของออสเตรียนั้นได้กลายมาเป็นรัฐที่เป็นกลางทางการเมือง โดยไม่อิงกับกลุ่มการเมืองใด ๆ ส่วนเยอรมนีนั้นถูกแบ่งออกเป็นเขตยึดครองฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก และอยู่ภายใต้การควบคุมโดยฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก และสหภาพโซเวียตตามลำดับ

สำหรับโครงการขจัดความเป็นนาซี (Denazification) ในเยอรมนีได้นำไปสู่การฟ้องอาชญากรสงครามนาซี รวมไปถึงการปลดอดีตผู้นำนาซีลงจากอำนาจ แต่ทว่าต่อมานโยบายนี้ได้เปลี่ยนไปเป็นการนิรโทษกรรม และการยอมรับอดีตนาซีเข้ากับสังคมเยอรมนีตะวันตกอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ฝ่ายเยอรมนีสูญเสียพื้นที่ไปหนึ่งในสี่จากพื้นที่ เมื่อ ค.ศ. 1937 พื้นที่ทางตะวันออก ได้แก่ ไซลีเซีย นอยมาร์ค และส่วนใหญ่ของพอเมอเรเนียถูกผนวกเข้ากับโปแลนด์ รัสเซียตะวันออกถูกแบ่งระหว่างโปแลนด์ กับสหภาพโซเวียต และตามด้วยการขับไล่ชาวเยอรมัน 9 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ด้วย เช่นเดียวกับชาวเยอรมัน 3 ล้านคน ที่ต้องออกจากซูเดเตนแลนด์ในเชโกสโลวาเกียไปยังเยอรมนี

และในคริสต์ทศวรรษ 1950 ชาวเยอรมันตะวันตกหนึ่งในห้าคน ที่เป็นผู้ลี้ภัยมาจากทางตะวันออก สหภาพโซเวียตยังได้ยึดครองจังหวัดของโปแลนด์ที่อยู่ทางตะวันออกของเส้นเคอร์ซอน ซึ่งชาวโปแลนด์กว่า 2 ล้านคน ถูกขับไล่ออกมาด้วย  การยึดครองนี้รวมไปถึงโรมาเนียตะวันออก และพื้นที่บางส่วนของฟินแลนด์ตะวันออก และรัฐบอลติกทั้งสาม

นอกจากนี้ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ยังได้ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น และด้วยความพยายามที่จะรักษาสันติภาพทั่วโลก โดยมีผลอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 และยังมีการปรับใช้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในปี ค.ศ. 1948 อันเป็นมาตรฐานสามัญซึ่งทุกชาติสมาชิกจะต้องบรรลุ อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสัมพันธมิตรตะวันตกและสหภาพโซเวียต ยังเสื่อมลงตั้งแต่ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะจบลงซะอีก

สังคมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

และที่สำคัญชาติอภิมหาอำนาจแต่ละฝ่ายต่างก็เริ่มสร้างเขตอิทธิพลของตนเองอย่างรวดเร็ว  และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทวีปยุโรปถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน และด้วยอิทธิพลของฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก และสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า “ม่านเหล็ก” ที่ได้ลากผ่านประเทศเยอรมนี และประเทศออสเตรีย สหภาพโซเวียตยังได้สร้างค่ายตะวันออกขึ้น โดยการผนวกดินแดนในหลายๆ ประเทศซึ่งถูกยึดครองอยู่ในลักษณะของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ซึ่งเดิมทีจะต้องผนวกรวมเข้ากับเยอรมนี ตามเงื่อนไขของสนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอพ อย่างเช่น โปแลนด์ตะวันออก รัฐบอลติกทั้งสาม  พื้นที่บางส่วนของฟินแลนด์ตะวันออก และโรมาเนียตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนรัฐอื่นที่ถูกสหภาพโซเวียตยึดครองในระหว่างสงครามก็ถูกเปลี่ยนเป็นรัฐบริวารของสหภาพโซเวียตทั้งหมด

ทั้งนี้ในทวีปเอเชีย สหรัฐอเมริกาก็ได้เข้ายึดครองญี่ปุ่น และดำเนินการปกครองหมู่เกาะต่าง ๆ ของประเทศญี่ปุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตก ในขณะที่สหภาพโซเวียตก็เข้ายึดครองหมู่เกาะซาฮาลินและหมู่เกาะคูริล ส่วนเกาหลีภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นนั้น ก็ถูกแบ่งแยก และที่สำคัญยังถูกยึดครองโดยสองขั้วอำนาจ จากความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้น ในระหว่างสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต ทำให้สหรัฐอเมริกาก่อตั้งพันธมิตรนาโต้ และทางสหภาพโซเวียตก็ได้ก่อตั้งสนธิสัญญาวอร์ซอขึ้น ทั้งสององค์การทางทหารนี้อาจจะถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น

และหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นไม่นาน ก็เกิดเหตุการณ์เกาหลีเหนือบุกครองเกาหลีใต้ขึ้น และเกาหลีเหนือยังได้รับการหนุนหลังโดยจีน และสหภาพโซเวียต กับเกาหลีใต้ภายใต้ความช่วยเหลือจากสหประชาชาติ ซึ่งที่สุดแล้วจบลงด้วยการเสมอกัน และสัญญาหยุดยิง หลังจากนั้น ผู้นำเกาเหลีเหนือ คิม อิลซอง ก็ได้สร้างรูปแบบการปกครองที่รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางอย่างมาก รวมทั้งยังก่อให้เกิดลัทธิบูชาบุคคลอันน่าเกรงขาม

และในหลายๆ ประเทศซึ่งถูกชาติตะวันตกยึดครองเป็นอาณานิคม และยังได้ประกาศเอกราช และแยกตัวออกมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากว่าความสูญเสียทรัพยากรของชาติตะวันตก และยังทำให้อิทธิพลจากภายนอกอ่อนแอลง โดยการแยกตัวดังกล่าวได้เกิดขึ้นอย่างสันติในหลายประเทศ แต่ยกเว้นเพียงแค่เวียดนาม มาดากัสการ์ อินโดนีเซีย และแอลจีเรีย  ในอีกหลายพื้นที่ในโลก อีกทั้งยังทำให้เกิดเป็นประเทศใหม่ขึ้นมามากมาย ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม และศาสนา รวมถึงการประกาศเอกราชที่โดดเด่นมาก คือ ปาเลสไตน์ในอาณัติอังกฤษ อันนำไปสู่การก่อตั้งอิสราเอล และปาเลสไตน์ และในอินเดียก็เกิดการแตกออกเป็นสองประเทศ คือ อินเดียและปากีสถาน

ในส่วนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สองมีความแตกต่างกันในหลากหลายภูมิภาคของโลก และยังพบว่าในหลายประเทศมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในทางบวก อย่างเช่น เยอรมนีตะวันตก เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนอยู่ในสถานะก่อนสงครามได้ในคริสต์ทศวรรษ 1950

ประเทศอิตาลี ที่ออกจากสงครามด้วยสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 เศรษฐกิจของอิตาลีก็มีอัตราการเติบโตสูงและมีเสถียรภาพ สหราชอาณาจักรออกจากสงครามด้วยเศรษฐกิจตกต่ำเช่นกัน[ แต่สภาพทางเศรษฐกิจของอังกฤษยังคงถดถอยอีกเป็นเวลากว่าทศวรรษ ฝรั่งเศสก็มีได้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างรวดเร็วเช่นกัน และยังมีอัตราการเจริญเติบโตสูง และมีการดำเนินตามสมัยนิยม

ทั้งนี้ สหภาพโซเวียตก็มีอัตราการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังสงคราม และประเทศญี่ปุ่น ยังมีอัตราการเติบโจทางเศรษฐกิจสูงมาก จนกระทั่งก้าวขึ้นเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 จีน ซึ่งเป็นประเทศล้มละลายจากผลของสงครามกลางเมือง

แต่ในปี ค.ศ. 1953 เศรษฐกิจก็ยังมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว และยังมีอัตราการผลิตกลับมาเป็นปกติเหมือนก่อนสงครามโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งนี้สหรัฐอเมริกาที่มีผลผลิตทางอุตสาหกรรมคิดเป็นครึ่งหนึ่งของโลก แต่ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาก็ถดถอยอย่างหนัก

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ได้มีการประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่สองไว้อย่างหลากหลายทฤษฎีด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่ได้เสนอว่าคิดเป็นจำนวนมากกว่า 60 ล้านคน ประกอบไปด้วยทหารอย่างน้อย 22 ล้านคน และพลเรือนอย่างน้อย 40 ล้านคน โดยส่วนใหญ่แล้วสาเหตุเสียชีวิตของพลเรือนส่วนใหญ่นั้นมาจากเกิดโรคระบาด การอดอาหาร การฆ่าฟัน และการทำลายพืชพันธุ์ ด้านสหภาพโซเวียตสูญเสียประชากรราว 27 ล้านคน ในระหว่างช่วงสงคราม คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของความสูญเสียทั้งหมดระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

จากความสูญเสียคิดเป็นร้อยละ 85 เป็นของฝ่ายสัมพันธมิตร (ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและชาวโซเวียต) และร้อยละ 15 เป็นของฝ่ายอักษะ ที่มีการประมาณว่ามีพลเรือนราว 12 ล้านคน ที่ต้องเสียชีวิตในค่ายกักกันนาซี 1.5 ล้านคนจากการทิ้งระเบิด และสาเหตุอื่นๆ ในยุโรปอีก 7 ล้านคน รวมไปถึงอีก 7.5 ล้านคนในจีน โดยเหตุการณ์ที่โด่งดังมากในการก่อสงครามโลกครั้งที่สอง ได้แก่ การสังหารหมู่ที่นานกิง โดยสาเหตุที่ตัวเลขความสูญเสียมีความแตกต่างกันมากนั้นมีสาเหตุมาจากว่าการตายส่วนใหญ่ไม่ได้มีการจดบันทึกเอาไว้

สำหรับจำนวนการเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งนั่นก็เป็นผลมาจากการล้างชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนภายใต้การยึดครองของฝ่ายอักษะ และอาชญากรรมสงครามอื่น ๆ ถูกกระทำโดยชาวเยอรมันและชาวญี่ปุ่น โดยเหตุการณ์นี้ที่เป็นที่รู้จักกันดีของอาชญากรรมสงครามชาวเยอรมัน ได้แก่ ฮอโลคอสต์ ซึ่งถือว่าเป็นการล้างชาติอย่างเป็นระบบในเขตยึดครองของเยอรมนีและพันธมิตร และนอกจากชาวยิวแล้ว ยังจะมีกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มความคิดอื่น ๆ ถูกสังหารอีกเป็นจำนวนกว่า 5 ล้านคน และด้านทหารญี่ปุ่นก็ได้สังหารพลเรือนราว 3 – 10 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ระหว่างสงครามโลกครั้งทีสอง

ผลกระทบสงครามโลกครั้งที่2

นอกจากนั้น เรื่องของการใช้อาวุธชีวภาพ และอาวุธเคมียังได้ถูกนำมาตัดสินด้วย ทหารอิตาลีได้ใช้แก๊สมัสตาร์ดในการบุกครองเอธิโอเปีย ส่วนทหารญี่ปุ่นได้ใช้อาวุธดังกล่าวในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง และในสงครามชายแดนโซเวียต-ญี่ปุ่น  โดยทั้งเยอรมนีและญี่ปุ่นได้มีการทดลองอาวุธกับพลเรือน และมีเชลยสงครามจำนวนมาก

ในขณะที่การตัดสินคดีความอาชญากรรมสงครามของฝ่ายอักษะถูกชำระความในศาลชำระความระหว่างประเทศแห่งแรก แต่ว่าอาชญากรรมของฝ่ายสัมพันธมิตรกลับตรงกันข้าม ตัวอย่างอาชญากรรมสงคราม อย่างเช่น การถ่ายเทพลเรือนในสหภาพโซเวียต ค่ายใช้แรงงานของโซเวียต การกักกันชาวญี่ปุ่น-อเมริกันในสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ปฏิบัติการคีลฮาล (Operation Keelhaul) เป็นการขับไล่ชาวเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การข่มขืนระหว่างการยึดครองเยอรมนี แลพเหตุการณ์การสังหารหมู่คาตินของสหภาพโซเวียต นอกจากนี้ ในสงครามก็ยังมีผู้เสียชีวิตเป็นอันมากจากทุพภิกขภัย อย่างเช่น ทุพภิกขภัยแคว้นเบงกอล ค.ศ. 1943 และทุพภิกขภัยเวียดนาม ค.ศ. 1944-1945

นอกจากนี้ทางด้านของนักประวัติศาสตร์บางคนเสนอว่า การทิ้งระเบิดขนานใหญ่ในเขตพลเรือนในดินแดนข้าศึกของสัมพันธมิตรตะวันตก รวมทั้งที่โตเกียวด้วย และที่โดดเด่นที่สุดคือ นครเดรสเดิน ฮัมบูร์ก และโคโลญของเยอรมนี อันเป็นผลให้นครกว่า 160 แห่งถูกทำลายล้าง และยังมีพลเรือนชาวเยอรมันเสียชีวิตกว่า 600,000 คน ควรถูกพิจารณาว่าเป็นอาชญากรรมสงครามด้วย

ค่ายกักกันและการใช้แรงงานทาส

ผลของสงครามโลกครั้งที่2

ฮอโลคอสต์ ได้สังหารชาวยิวที่อาศัยอยู่ในทวีปยุโรปเป็นจำนวนอย่างน้อย 6 ล้านคน รวมไปถึงคนเชื้อชาติอื่น ๆ อีกที่ถูกพวกนาซีลงความเห็นว่าเป็นพวกที่ “ไม่คู่ควร” หรือว่าเป็น “ต่ำกว่ามนุษย์” โดยเป็นส่วนหนึ่งของถอนรากถอนโคนอย่างจงใจ และได้รับการดำเนินการโดยรัฐบาลฟาสซิสต์นาซี ที่นำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มีกรรมกร และคนงานราวๆ 12 ล้านคน โดยส่วนมากมาจากยุโรปตะวันออก ได้ถูกว่าจ้างให้มาทำงานให้เศรษฐกิจสงครามของนาซีเยอรมนี

นอกเหนือจากค่ายกักกันของนาซีเยอรมันแล้ว ยังมีค่ายกูลัก หรือว่าค่ายแรงงานของสหภาพโซเวียต ซึ่งได้นำไปสู่ความตายของพลเรือนเป็นจำนวนมากในดินแดนที่ถูกยึดครองของฝ่ายนาซีเยอรมนี และสหภาพโซเวียต รวมไปถึงเชลยสงครามของเยอรมนี และยังมีชาวโซเวียตบางส่วนที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้สนับสนุนของฝ่ายนาซี จากหลักฐานพบว่าเชลยสงครามของโซเวียตกว่า 60% ของทั้งหมดได้เสียชีวิตระหว่างสงคราม ริชาร์ด โอเวรีได้บันทึกตัวเลขเชลยศึกชาวโซเวียตไว้ 5.7 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ 57% เสียชีวิต คิดเป็น 3.6 ล้านคน เชลยศึกโซเวียตที่รอดชีวิของตและหลบหนีเข้าสู่มาตุภูมิจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ

ทั้งนี้ในค่ายเชลยสงครามของญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และยังมีการตั้งเป็นค่ายแรงงาน ภายหลังจากการตัดสินของศาลทหารระหว่างประเทศสำหรับตะวันออกไกล ได้ลงมติว่าอัตราการเสียชีวิตของเชลยศึกทางฝ่ายสัมพันธมิตรคิดเป็น 27.1% (ในจำนวนนี้เป็นทหารสหรัฐอเมริกา 37%)  คิดเป็นเจ็ดเท่าของอัตราเดียวกันของค่ายแรงงานของนาซีเยอรมนีและอิตาลี

เหตุการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่2

แต่ทว่าจำนวนดังกล่าวนั้นมีสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชลยศึกชาวจีน และจากคำสั่งที่ได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1937 โดยจักรพรรดิฮิโรฮิโตได้ระบุว่า ชาวจีนไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายระหว่างประเทศหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารสหราชอาณาจักรได้รับการปล่อยตัว 37,853 นาย ทหารเนเธอร์แลนด์ 28,500 นาย ทหารสหรัฐอเมริกา 14,473 นาย แต่กระนั้นกลับพบว่าทหารจีนถูกพบว่าได้รับการปล่อยตัวเพียง 56 นาย

จากการศึกษาร่วมกันของนักประวัติศาสตร์ ได้สรุปว่า มีชาวจีนมากกว่า 10 ล้านคน ถูกเกณฑ์โดยกองทัพญี่ปุ่น และถูกใช้แรงงานอย่างทาส เพื่อวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา ทั้งในพื้นที่ของแมนจูกัวและทางภาคเหนือของประเทศจีน  ห้องสมุดรัฐสภาแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประมาณว่าในเกาะชวาว่าชาวอินโดนีเซียกว่า 4 ถึง 10 ล้านคน และยังต้องถูกบังคับให้ทำงานแก่กองทัพญี่ปุ่นระหว่างสงคราม นอกจากนี้ชาวอินโดนีเซียบนเกาะชวากว่า 270,000 คน ยังถูกส่งไปทำงานในดินแดนที่ญี่ปุ่นยึดครองอยู่ในเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีเพียง 52,000 คนเท่านั้นที่สามารถกลับคืนสู่บ้านเกิดได้

และในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 ทางด้านของประธานาธิบดีโรสเวลต์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 9066 ได้ทำการกักตัวชาวญี่ปุ่น ชาวอิตาลี ชาวเยอรมัน และผู้อพยพบางส่วนมาจากหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งหลบหนีหลังจากการโจมตีที่ฐานทัพเรือเพิร์ล ในช่วงเวลาระหว่างสงครามเป็นจำนวนมาก และบรรดาชาวญี่ปุ่น-อเมริกันถูกกักตัวโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และแคนาดาเป็นจำนวนกว่า 150,000 คน รวมไปถึงชาวเยอรมันและชาวอิตาลีซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาเกือบ 11,000 คน

ในขณะเดียวกัน การใช้แรงงานโดยฝ่ายสัมพันธมิตรเช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นในดินแดนตะวันออก อย่างเช่นในโปแลนด์ แต่ยังมีผู้ใช้แรงงานอีกกว่าล้านคนในตะวันตก และในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1945 หลักฐานของฝรั่งเศสกลับได้ระบุว่ามีเชลยสงครามชาวเยอรมันกว่า 2,000 คน ตายหรือว่าพิการทุกเดือนในอุบัติเหตุการเก็บกวาดทุ่นระเบิด

แนวหลังและอุตสาหกรรม

ปัจจัยที่ทําให้ญี่ปุ่นเจริญ

ในทวีปยุโรป ช่วงที่สงครามเริ่มเกิดขึ้นใหม่ ๆ โดยฝ่ายสัมพันธมิตรนั้นมีความได้เปรียบทั้งทางด้านจำนวนประชากร และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในปี 1938 ฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีประชากรมากกว่าฝ่ายอักษะ 30% และอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งในประเทศมากกว่าฝ่ายอักษะ 30% ซึ่งทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เปรียบทางยุทธศาสตร์มากกว่า 5:1 ในด้านจำนวนประชากร และอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมคิดเป็น 2:1

และในส่วนของทวีปเอเชีย ประเทศจีนนั้นมีประชากรเป็นหกเท่าของญี่ปุ่น และยังมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศมากกว่าญี่ปุ่นไป 89% แต่ทว่าถ้าหากรวมเอาอาณานิคมของญี่ปุ่นเข้าไปด้วย ความแตกต่างของจำนวนประชากรจะลดลงเหลือเพียงสามเท่า และความก้าวหน้าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศนั้นลดลงเหลือ 38%

แม้ว่าความแตกต่างระหว่างทั้งสองฝ่ายมีมาก แต่ทว่าทางฝ่ายอักษะก็สามารถตัดกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรได้ด้วยบลิทซครีกของเยอรมนี และญี่ปุ่นหลายครั้ง แต่ทว่าความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ และประชากรของฝ่ายสัมพันธมิตรได้กลายมาเป็นปัจจัยแตกหักจนถึงปี ค.ศ. 1942 หลังจากที่ทางสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียตเข้าสู่สงคราม

โดยสงครามได้เปลี่ยนไปเป็นสงครามแห่งความสูญเสีย เพราะว่าในช่วงปลายสงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจได้ด้วยการเข้ายึดแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และยังมีปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ ความไม่เต็มใจของเยอรมนี และญี่ปุ่นที่จะเกณฑ์แรงงานสตรี และการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจสงครามในตอนปลาย ฝ่ายเยอรมนีและญี่ปุ่นนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้เตรียมการอย่างเหมาะสม

สำหรับสงครามยืดเยื้อและไม่มีขีดความสามารถใด ๆ เลยที่จะทำเช่นนั้น เพื่อที่จะเพิ่มการผลิต เยอรมนี และญี่ปุ่นก็จำเป็นจะต้องอาศัยแรงงานจากประเทศที่ตนเองสามารถยึดครองมาได้ โดยนำมาใช้แรงงานนับล้าน และยังพบว่าเยอรมนีได้มีการใช้แรงงานทาสกว่า 12 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากยุโรปตะวันออก และญี่ปุ่นได้มีการใช้แรงงานทาสเอเชียตะวันออกไกลกว่า 18 ล้านคน

การพัฒนาเทคโนโลยีและรูปแบบการทำสงคราม

 การพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

ในระหว่างการสงคราม อากาศยานยังคงดำรงบทบาทของตนทั้งในการลาดตระเวนสำรวจ เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินทิ้งระเบิด และยังได้รับการสนับสนุนภาคพื้นดินมาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ถึงแม้ว่าอากาศยานทั้งหลายจะได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นอย่างมากแล้ว ทั้งนี้บทบาทที่สำคัญของอากาศยานอีกสองประการนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้แก่ การขนส่งทางอากาศ ถือว่าความสามารถที่จะเคลื่อนย้ายเสบียง เครื่องยุทธภัณฑ์ และหน่วยทหารได้อย่างรวดเร็วตามลำดับความสำคัญ ถึงแม้ว่าจะยังมีปริมาณที่รองรับได้ต่ำอยู่ก็ตาม

และที่สำคัญการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ ถือว่าเป็นการทิ้งระเบิดถล่มเป้าหมายพลเรือนด้วยความหวังที่จะทำลายอุตสาหกรรม และทำลายขวัญกำลังใจของข้าศึก อาวุธต่อสู้อากาศยานเองก็ยังมีการพัฒนาขึ้นเช่นกัน รวมไปถึงอุปกรณ์ป้องกันภัยที่สำคัญ อย่างเช่น เรดาร์ และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ได้รับการพัฒนาเป็นอย่างสูง อย่างเช่น ปืนใหญ่ 88 มม. ของเยอรมนี

ทั้งนี้ อากาศยานเจตก็ปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกในการออกปฏิบัติการจำนวนหนึ่งระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และถึงแม้ว่าอากาศยานจะเจตจะถูกนำเข้าสู่สงครามในตอนปลาย และยังปรากฏให้เห็นเพียงจำนวนน้อย หมายความว่าพวกมันไม่มีผลกระทบต่อสงครามโดยตรงด้วยตัวเอง และจำนวนน้อยถูกพบเห็นในการบริการขนส่งขนาดใหญ่หลังจากสงคราม

ในขณะที่มีการพัฒนาเกิดขึ้นในการทำสงครามทางทะเลในเกือบทุกรูปแบบ แต่ทว่าปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดในการพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบิน และเรือดำน้ำ เพราะถึงแม้ว่าในตอนต้นของสงคราม การทำสงครามการบินประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ปฏิบัติการในตารันโต อ่าวเพิร์ล ทะเลจีนใต้ และทะเลคอรัล ที่ได้ทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินก้าวขึ้นมากมีบทบาทสำคัญแทนที่เรือประจัญบาน

และในมหาสมุทรแอตแลนติก เรือบรรทุกเครื่องบินที่ถูกพิสูจน์แล้วว่ามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในระบบกองเรือคุ้มกันฝ่ายสัมพันธมิตร และทำให้ประสิทธิภาพรัศมีในการป้องกันเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และยังมีส่วนช่วยในการอุดช่องว่างแอตแลนติกตอนกลาง นอกเหนือจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นแล้ว เรือบรรทุกเครื่องบินยังประหยัดกว่าเรือประจัญบานเนื่องจากเครื่องบินมีราคาต่ำ และลำเรือที่ไม่จำเป็นจะต้องหุ้มเกราะหนา

ญี่ปุ่นกับสงครามโลกครั้งที่2

นอกจากนี้ เรือดำน้ำ ถูกพิสูจน์ว่าเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้มีการคาดการณ์ล่วงหน้าโดยทุกฝ่ายว่าจะมีบทบาทสำคัญในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยทางฝ่ายอังกฤษได้มุ่งเน้นไปยังอุปกรณ์ และยุทธวิธีในการต่อสู้เรือดำน้ำ อย่างเช่น โซนาร์ และระบบกองเรือคุ้มกัน ในขณะที่เยอรมนีได้มุ่งเน้นไปยังการพัฒนาความสามารถในการรุก ด้วยการออกแบบเรือดำน้ำไทป์ 7 และยุทธวิธีฝูงหมาป่า

ส่วนรูปแบบการรบภาคพื้นดินนั้นได้เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะว่าจากแนวรบอยู่กับที่ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เปลี่ยนมาเป็นการรบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ถือว่าเป็นแนวคิดมาจากรูปแบบการทำสงครามระหว่างเหล่าทัพ ซึ่งถือว่าเป็นการประสานงานกันระหว่างคุณสมบัติของกองกำลังทหารที่หลากหลาย รถถัง ซึ่งถูกใช้สนับสนุนทหารราบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ซึ่งถูกพัฒนาจนกลายมาเป็นอาวุธพื้นฐานของกองกำลังทั้งหมดในสงครามโลกครั้งที่สอง และในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1930 การออกแบบรถถังก็ได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมากในทุกด้าน เมื่อเทียบกับเมื่อครั้งสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง  และยังได้มีการพัฒนาความเร็ว เกราะ และกำลังยิงที่เพิ่มมากขึ้น ยังได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระหว่างสงคราม

และในช่วงแรกของสงคราม ทางกองทัพส่วนใหญ่พิจารณาว่ารถถังเป็นอาวุธที่ดีที่สุดในการต่อสู้รถถังด้วยกัน จึงได้พัฒนารถถังที่มีจุดประสงค์พิเศษขึ้นเพื่อบรรลุผลนั้น แต่ทว่าแนวคิดดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ว่าผิดในการปฏิบัติของรถถังค่อนข้างเบาในช่วงแรก และหลักนิยมของเยอรมันในการหลีกเลี่ยงการรบแบบรถถังต่อรถถัง และที่สำคัญอีกปัจจัยนหนึ่ง จากการใช้กองกำลังผสมของเยอรมนี อันถือว่าเป็นปัจจัยหลักของยุทธวิธีการโจมตีสายฟ้าแลบซึ่งประสบความสำเร็จทั้งในโปแลนด์และฝรั่งเศส

แนวทางการพัฒนาประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ตามบันทึกยังปรากฏหลายวิธีในการทำลายรถถัง รวมทั้งปืนใหญ่ทางอ้อม ปืนต่อสู้รถถัง ทุ่นระเบิด อาวุธพิสัยใกล้ต่อสู้รถถังสำหรับทหารราบ และใช้รถถังได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ แม้กระทั่งในหลายกองทัพจะได้มีการเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรอย่างกว้างขวาง แต่ทว่าทหารราบก็ยังคงเป็นกระดูกสันหลังสำหรับกองกำลังทั้งหมด และตลอดช่วงเวลาของสงคราม ยุทธภัณฑ์ของทหารราบส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงที่เคยใช้ประโยชน์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

นอกจากนี้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่มีการใช้ปืนเล็กยาวกึ่งอัตโนมัติเป็นประเทศแรก ซึ่งก็คือ เอ็ม-1 กาแรนด์ นอกจากนี้ การพัฒนาบางประการก็ยังเกี่ยวข้องกับปืนกลพกพาได้ ตัวอย่างที่โดดเด่นเช่น เอ็มจี 42 ของเยอรมนี และปืนกลมืออีกหลายประเภท ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับการรบในเมืองและในป่า ปืนเล็กยาวจู่โจม ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการในตอนปลายของสงคราม ซึ่งเป็นการรวมข้อดีของปืนเล็กยาว และปืนกลมือเข้าไว้ด้วยกัน และต่อมาได้กลายมาเป็นอาวุธพื้นฐานสำหรับทหารราบในเกือบทุกกองทัพหลังสงคราม

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง นั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง หลายด้านด้วยกัน ทั้งสงคม การเมือง และการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินเยอรมันอีกด้วย