สงครามกลางเมืองจีน สงครามที่ก่อขึ้นโดยก๊กมินตั๋ง

สงครามกลางเมืองจีน

การทำสงความในแผ่นดินจีนนั้นเกิดขึ้นหลายครั้งและหนึ่งฃในนั้นก็คือ สงครามกลางเมืองจีน การก่อสงครามในครั้งนี้มาจากความขัดแย้งและความแตกแยกทางอุดมการณ์ระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งชาตินิยม กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งความขัดแย้งนี้เกิดเป็นรอยร้าวลึกจนทำให้แผ่นดินจีนต้องแยกออก 2 ประเทศ

จุดเริ่มต้นของ สงครามกลางเมืองจีน

สงครามกลางเมืองจีน สรุป

สงครามกลางเมืองจีน เป็นการทำสงครามที่เกิดขึ้ในระหว่างปี ค.ศ. 1927-1950 ถือว่าเป็นสงครามกลางเมืองที่สู้รบกันระหว่างพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคปกครองสาธารณรัฐจีน กับอีกฝ่ายหนึ่งคือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อแย่งชิงอำนาจและการควบคุมประเทศจีน ซึ่งการทำสงครามกลางเมืองในครั้งนี้ต้องลงเอยด้วยการแตกออกเป็นสองประเทศ นั่นก็คือ สาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวัน กับสาธารณรัฐประชาชนจีนบนแผ่นดินใหญ่

สงครามในครั้งนี้เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน ค.ศ. 1927 ท่ามกลางการกรีฑาทัพขึ้นเหนือ (Northern Expedition) และสิ้นสุดลงเมื่อยุทธการสำคัญที่ดำเนินอยู่จบลงใน ค.ศ. 1949-1950 อย่างไรก็ดี จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้มีการถกเถียงกันว่า สงครามได้หยุดลงอย่างเป็นทางการแล้วหรือยัง เนื่องจากว่าความขัดแย้งยังดำเนินต่อในรูปของการขู่ใช้กำลังทหาร และการกดดันทางการเมือง และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสถานะทางการเมืองของไต้หวัน

ทั้งนี้สถานการณ์ความตึงเครียดที่ดำเนินต่อมานั้นถูกเรียกว่าเป็น ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ สงครามกลางเมืองจีนเป็นสงครามใหญ่ที่สุดอันดับสามที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ รองลงมาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสงครามโลกครั้งที่สอง

นอกจากนี้แล้ว สงครามกลางเมืองจีนถือว่าเป็นสงครามที่เกิดมาจากความแตกแยกทางอุดมการณ์ระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งชาตินิยมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในจีนแผ่นดินใหญ่ปัจจุบัน ในปีสุดท้ายของสงคราม (ค.ศ. 1947-1949) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ สงครามปลดปล่อย หรืออีกชื่อหนึ่งว่า สงครามปฏิวัติภายในที่สาม ในไต้หวัน สงครามยังรู้จักกันในชื่อ สงครามต่อต้านการก่อการกำเริบต่อคอมมิวนิสต์   ก่อนปี ค.ศ. 1991 หรือโดยทั่วไปคือ สงครามกลางเมืองชาตินิยม-คอมมิวนิสต์  สำหรับทั้งสองฝ่าย

พรรคก๊กมินตั๋ง พรรคคอมมิวนิสต์

การทำสงครามกลางเมืองนี้ดำเนินไปเป็นพักๆ จนกระทั่งสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สองนำพาให้ทั้งสองพรรคร่วมกันจัดตั้งแนวร่วมที่สอง ซึ่งการที่ทัพของญี่ปุ่นพ่ายแพ้ใน ค.ศ. 1945 เป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง และการทำสงครามกลางเมืองเต็มขั้นของจีนดำเนินต่อมาในปี ค.ศ. 1946 หลังจากสี่ปี ค.ศ. 1950 ก็ได้มีการยุติความเป็นปรปักษ์ทางทหารสำคัญ โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ได้ควบคุมจีนแผ่นดินใหญ่   และเขตอำนาจของสาธารณรัฐจีนซึ่งถูกจำกัดเฉพาะเกาะไต้หวัน เผิงหู หมู่เกาะจินเหมิน หมู่เกาะหมาจู่และหมู่เกาะห่างไกลอีกมาก

ซึ่งได้มีการสังเกตว่า ขบวนการสัตยาบันหยานอัน ซึ่งก่อร่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นใหม่ การหยุดยิงในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1946 ที่ทูตพิเศษของสหรัฐอเมริกา จอร์จ มาร์แชลล์ เรียกร้องนั้น ขัดขวางความพยายามของจีนในการเอาชนะคอมมิวนิสต์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ปัญหาทางสังคม และเศรษฐกิจที่ทวีความเลวร้ายในพื้นที่ซึ่งฝ่ายชาตินิยมควบคุมอยู่ การที่กองทัพโซเวียตส่งมอบปืนใหญ่ที่ยึดได้จากกองทัพคันโตให้แก่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน  และยังให้ความช่วยเหลือแก่ฝ่ายชาตินิยมที่ขัดแย้งกันของอเมริกา ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสู่ความพินาศของสาธารณรัฐจีนบนจีนแผ่นดินใหญ่ในเวลาไม่ถึง 5 ปี

จวบจนทุกวันนี้ เนื่องจากไม่มีการลงนามเพื่อสงบศึก หรือสนธิสัญญาสันติภาพ สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงยังอ้างสิทธิ์เหนือไต้หวันว่าเป็นอาณาเขตส่วนหนึ่งของตน และยังขู่ใช้กำลังทหารต่อไต้หวัน ทั้งนี้ทางด้านของฝ่ายสาธารณรัฐจีนเองก็มีการอ้างสิทธิ์เหนือจีนแผ่นดินใหญ่ และทั้งสองยังต่อสู้กันเหนือในการรับรองทางการทูต สงครามด้วยอาวุธได้เปลี่ยนไปเป็นสงครามน้ำลาย

และทุกวันนี้ สงครามที่เกิดขึ้นในแนวรบการเมือง และเศรษฐกิจในรูปของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ขู่ว่าจะใช้กำลังทหารรุกรานหากประกาศเอกราชไต้หวันอย่างเป็นทางการ โดยได้เปลี่ยนชื่อและได้รับการรับรองจากนานาชาติเป็นสาธารณรัฐไต้หวัน ทว่า รัฐทั้งสองที่แยกกันโดยพฤตินัยบนสองฟากของช่องแคบไต้หวันมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกัน

ก๊กมินตั๋ง คือใคร?

สงคราม จีน กับ ไต้หวัน

ในแผ่นดินจีนนี่นมีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และการก่อตั้งพรรคต่างๆ ก็ย่มมีมากเช่นเดียวกัน และกนึ่งในนั้นก็คือ ก๊กมินตั๋ง พรรคชาตินิยมจีน คำว่า”ก๊กมินตั๋ง”ออกเสียงตามสำเนียงฮกเกี้ยน หรือจะออกเสียงว่า กั๋วหมินตั่ง ตามสำเนียงกลางก็ได้ ก๊กมินตั๋งเป็นพรรคการเมืองแนวอนุรักษนิยมของสาธารณรัฐจีน ซึ่งยังคงดำรงอยู่ในไต้หวันจนถึงปัจจุบันนี้

ประวัติ ก๊กมินตั๋ง

สงครามปลดปล่อย

พรรคก๊กมินตั๋ง ถูกก่อตั้งขึ้นภายหลังการปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ชิงในประเทศจีน ก๊กมินตั๋งได้สู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อชิงอำนาจปกครองประเทศ ก่อนจะพ่ายแพ้ และถอยหนีไปไต้หวันในปี พ.ศ. 2492 และหลังจากนั้นมานานก๊กมินตั๋งก็ได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นที่นั่น ก๊กมินตั๋งบริหารประเทศโดยเป็นรัฐบาลพรรคเดียวจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงระหว่างปลายทศวรรษปี ในปีพ.ศ. 2513 ถึง พ.ศ. 2533 ก็ค่อย ๆ เสื่อมอำนาจลง

ในสมัยแรก ๆ ที่พรรคก๊กมินตั๋งเข้าปกครองไต้หวัน และชื่อก๊กมินตั๋งใช้เรียกราวกับมีความหมายเหมือนกันหมายถึงจีนชาตินิยม ปี พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) พรรคจีนคณะชาติที่ไต้หวันถึงถูกถอดออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ พร้อมทั้งยังได้เปิดทางให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเป็นสมาชิกแทน ซึ่งนั่นก็ทำให้ประเทศต่างๆ พากันตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน และหันมารับรองสาธารณรัฐประชาชนจีนแทน(รวมถึงประเทศไทย)

จากปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้ไต้หวันถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก ซึ่งทางพรรคได้บทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไต้หวัน อย่างเช่น การสร้างประเทศด้วยระบอบตลาดเสรีแบบทุนนิยม พร้อมกับหันมาเน้นอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก ซึ่งการเปลี่ยนแนวคิดในครั้งนี้ทำให้เศรษฐกิจของไต้หวันมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นหนึ่งในสี่เสือแห่งเอเชีย ที่เราอาจจะกล่าวได้ว่าทางพรรคได้มีบทบาทในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจ แต่การเมืองของไต้หวันก็ถูกมองว่าเป็นกึ่งเผด็จการเนื่องจาก ปกครองโดยพรรคการเมืองเดียว

ในปี พ.ศ. 2549 ก๊กมินตั๋งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีที่นั่งในสภามากที่สุด และยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นพรรคการเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ด้วยทรัพย์สินประเมินอยู่ราว 2,600-10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทรัพย์สินของพรรคค่อย ๆ ขายออกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543

นโยบายพรรคก๊กมินตั๋ง

ความ ขัดแย้ง ระหว่าง จีน กับ ไต้หวัน

ภายหลังจากที่พรรคก๊กมินตั๋งต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีของไต้หวัน เมื่อปี ค.ศ.2543 พรรคก็ได้มีนโยบายจะผูกมิตรกับทางแผ่นดินใหญ่ และในปี พ.ศ. 2551 พรรคก๊กมินตั๋งชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง นายหม่า อิงจิ่วได้ดำเนินนโยบายร่วมมือทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลปักกิ่ง พร้อมกับการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่าง 2 จีน ประนีประนอมและสนับสนุนการค้ากับแผ่นดินใหญ่

หลังจากนโยบายดังกล่าวทำให้ถูกพรรคฝ่ายค้านโจมตีว่านำอธิปไตยของไต้หวันไปผูกไว้กับแผ่นดินใหญ่ และก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 นายหม่า อิงจิ่ว ยังได้บินไปพบกับนายสี จิ้นผิงที่สิงคโปร์ เพื่อชูนโยบายสนับสนุนความร่วมมือกับแผ่นดินใหญ่ นับว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้นำจากจีนยอมมาพบกับผู้นำไต้หวันเพื่อพูดคุยถึงประเด็น 2 จีนเป็นครั้งแรก ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็เลือกที่จะนิยามจีนในรูปแบบของตนเอง โดยทางด้านของนายหม่า ปฏิเสธว่าไม่ได้เล่นเกมการเมืองเพื่อคะแนนเสียงแต่อย่างใด

นับได้ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ปัญหาความขัดแย้งของจีนทั้ง 2 แผ่นดิน ก็ยังคงดำเนินไปแต่ไม่ใช่ในรูปแบบของการทำสงครามแล้ว แต่เป็นการทำสงครามด้าน สังคม เศรษฐกิจ และการค้า ซื้อนั่นก็จะทำให้คนทั้งโลกรู้ว่าจีนทั้ง 2 แผ่นดินนั้นมีความก้าวหน้ามากน้อยเพียงใด