สงครามแปซิฟิก ครั้งที่สอง ความขัดแย้งที่นำมาซึ่งการต่อต้านที่ยาวนานที่สุด

จีนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

การทำสงครามอาจจะจบลงภายในไม่กี่ปี หรือแม้แต่กี่เดือน แต่ก็ยังมีหลาย ๆ สงครามก็ยืดเยื้อ ไม่มีจบสิ้น และทำกันมากกว่าหนึ่งครั้งเหมือนกับการทำ สงครามแปซิฟิก ครั้งที่สอง ซึ่งการทำสงครามในครั้งนี้เป็นสงครามความขัดแย้งที่ยาวนาน ตั้งแต่อดีต จนถึงยุคนี้เลยก็ว่าได้

 การทำ สงครามแปซิฟิก ครั้งที่สอง

สงครามแปซิฟิก ครั้งที่สอง

สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (Second Sino-Japanese War) สงครามจีน – ญี่ปุ่นครั้งที่สองเกิดระหว่างวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 ถึงวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2488 ซึ่งการทำสงครามในครั้งนี้เป็นสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น เกิดขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่สองต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สองเรียกว่า “สงครามแปซิฟิก” และยังดำเนินเรื่อยมาจนยุติลงพร้อมกับสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียในคริสต์ศตวรรษที่ 20

ถ้าหากว่าเราลองย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2474 ชาวญี่ปุ่นได้เข้ารุกรานแมนจูเรีย ซึ่งเหตุการณ์นี้เรียกว่ากรณีมุกเดน ซึ่งมีส่วนทำให้ญี่ปุ่นสามารถเข้าไปมีอิทธิพลในดินแดนจีนแผ่นดินใหญ่ได้ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ สะพานมาร์โค โปโล อันเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของสงครามครั้งนี้

สงครามจีน – ญี่ปุ่นครั้งที่สอง ชาวจีนต้องต่อสู้กับญี่ปุ่นโดยลำพัง จนกระทั่งญี่ปุ่นได้โจมตีฐานทัพเรือสหรัฐที่เพิร์ลฮาเบอร์ อันเป็นเหตุทำให้สหรัฐอเมริกาต้องเข้าร่วมสงคราม และมีส่วนทำให้สงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นครั้งที่สองขยายวงกว้างขึ้น กลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สองในที่สุด

ภูมิหลัง

สงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง1

ความเป็นมาของสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง นั้นสามารถมองย้อนหลังกลับไปเมื่อครั้งสมัย สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง ระหว่างปี พ.ศ. 2437 – พ.ศ. 2438 ซึ่งทางด้านของประเทศจีนในสมัยนั้น ปกครองโดยจักรพรรดิราชวงศ์ชิงตอนปลายถือเป็นช่วงที่ราชวงศ์ชิงตกอยู่ในสภาวะตกต่ำอ่อนแอยิ่ง

เนื่องจากว่าประเทศประสบปัญหาต่อเนื่องจากผลพวงของสงครามฝิ่นกับอังกฤษ และนั่นก็ทำให้ผู้คนในประเทศอ่อนแอทั้งจากเหตุการณ์จลาจลภายในประเทศ ซึ่งมีส่วนทำให้จีนไม่สามารถพัฒนาประเทศให้เจริญเท่ากับชาติตะวันตกได้เท่าที่ควรทำให้เกิดความล้าหลังทางเศรษฐกิจ และการทหารอีกทั้งยังถูกรุมเร้ากับภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยมภายนอกประเทศ จนทำให้ประเทศจีนถูกขนานนามว่าเป็น ขี้โรคแห่งเอเชีย อย่างดูถูกในขณะนั้น

ในขณะเดียวกันในประเทศญี่ปุ่นมีการปฎิรูปเมจิ โดยทางด้านของจักรพรรดิเมจิ จึงมีส่วนทำให้สามารถรวบรวมอำนาจภายในประเทศให้เป็นปึกแผ่น อันเป็นผลทำให้ญี่ปุ่นสามารถปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยทางด้านเศรษฐกิจ และการทหารแบบตะวันตกและมีประสิทธิภาพ

และเมื่อประเทศญี่ปุ่นเจริญขึ้นจึงหันมาใช้นโยบายขยายอิทธิพลแบบจักรวรรดินิยม และลัทธิล่าอาณานิคม จึงหันมายึดครองเกาหลี และเข้ารุกรานประเทศจีน ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดฉากสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง ประเทศจีนนั้นนำโดยราชวงศ์ชิงต้องพ่ายแพ้สงครามแก่ประเทศญี่ปุ่น จึงจำต้องทำสนธิสัญญาชิโมะโนะเซะกิ อันเป็นสนธิสัญญาไม่เป็นธรรม

ซึ่งสนธิสัญญาชิโมะโนะเซะกิมีผลบังคับให้จีนต้องยกดินแดนเผิงหู และคาบสมุทรเหลียวตงให้แก่ญี่ปุ่น และต้องรับรองเอกราชแก่เกาหลี จากเหตุการณ์นี้ทำให้ราชวงศ์ชิงต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตกต่ำอย่างยิ่ง

สาธารณรัฐจีน

สงครามจีน–ญี่ปุ่น ครั้งที่หนึ่ง

สำหรับความคับแค้น และความไม่พอใจต่อราชวงศ์ชิงทำให้ชาวจีนจำนวนมากต้องการกอบกู้ศักดิ์ศรีของประเทศ และลุกฮือขึ้นเปลี่ยนแปลงการปกครองจนมีส่วนทำให้เกิดขบวนการถงเหมิงฮุ่ย ซึ่งมี ดร.ซุน ยัตเซ็น เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวเกิดเหตุการณ์การปฏิวัติซินไฮ่ อันเป็นการล้มล้างราชวงศ์ชิง จึงมีส่วนช่วยทำให้ประเทศจีนได้เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ และได้สถาปนาสาธารณรัฐจีนขึ้น

อย่างไรก็ตามสาธารณรัฐใหม่ก็ยังคงมีความอ่อนแอกว่าในสมัยก่อน ทั้งเรื่องของปัญหาการแย่งชิงอำนาจของขุนศึกท้องถิ่นผู้มีอำนาจ และยังมีส่วนทำให้การพยายามที่จะรวบรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่น ซึ่งการขับไล่ลัทธิจักรจรรดินิยมออกไปจากจีนเป็นเรื่องที่ยากลำบาก และยังมีส่วนทำให้ขุนศึกบางคนต้องใช้นโยบายใกล้ชิดกับต่างชาติ ตัวอย่างเช่น ขุนศึก จาง จัวหลิน แห่งแมนจูเรีย ได้ร่วมมือกับญี่ปุ่น ในเรื่องความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ และทางทหาร

การคุกคามประเทศจีนของญี่ปุ่น

สงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง 4

ในปี พ.ศ. 2458 ประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศความต้องการ 21 ประการ ในการรีดบังคับทั้งในเรื่องการเมือง และสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากจีน หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ญี่ปุ่นได้เข้ายึดดินแดนเขตอิทธิพลของจักรวรรดิเยอรมันในเขตมณฑลชานตง ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นในแผ่นดินจีน

แต่กระนั้นทางด้านของรัฐบาลจีนในขณะนั้น ก็ยังคงแตกความร่วมมือกันอยู่ จึงทำให้ไม่สามารถต้านทานการบุกรุกล้ำดินแดนของญี่ปุ่นได้ และเพื่อเป็นการรวบรวมจีน และกำจัดเหล่าขุนศึกตามท้องถิ่นให้หมดสิ้นไป พรรคก๊กมินตั๋งซึ่งมีฐานอยู่ที่เมืองกวางโจว ได้ก่อตั้งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ ออกเดินทางไกลขึ้นเหนือ

วิกฤตการณ์จี๋หนาน

สงครามจีน ญี่ปุ่น สาเหตุ

ในปี พ.ศ. 2469 – พ.ศ. 2471 ทางด้านของพรรคก๊กมินตั๋ง และกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ ได้ปราบปรามขยายขอบเขตอิทธิพลกระทั่งประชิดดินแดนชานตง ซึ่งถือว่าเป็นเขตอิทธิพลของขุนนศึก จาง จงชาน ผู้ได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น กองทัพปฏิวัติแห่งชาติถูกต่อต้านอย่างหนักจากกองทัพของจาง จงชาน ที่เมืองจี๋หนาน

ในปี พ.ศ. 2471 เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า“วิกฤตการณ์จี๋หนาน”สุดท้ายพรรคก๊กมินตั๋งและกองทัพปฏิวัติแห่งชาติต้องล่าถอยออกมาจากจี๋หนาน

และในปีเดียวกัน จาง จัวหลิน ก็ถูกลอบสังหาร หลังจากที่ได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่นไม่นาน จากนั้นบุตรชายของเขา จาง เฉวเหลียง ได้เข้าครอบครองดินแดนแมนจูเรียต่อจากบิดาทันที พร้อมทั้งยังประกาศยกเลิกการขอรับความช่วยเหลือจากญี่ปุ่น และประกาศยอมเข้าสวามิภักดิ์ต่อพรรคก๊กมินตั๋ง

สงครามโลกครั้งที่2 ญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2473 ได้เกิดเหตุการณ์จลาจลระหว่างขุนศึกผู้ที่เคยร่วมมือกับพรรคก๊กมินตั๋งในระหว่างการเดินทางไกลขึ้นเหนือ กับรัฐบาลกลางของเจียง ไคเช็ก ยกตัวอย่างเช่น ทางด้านของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ได้ก่อการจลาจลต่อรัฐบาลกลาง ภายหลังเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ในปี พ.ศ. 2470

ดังนั้นรัฐบาลกลาง จึงพยายามเบี่ยงเบนความสนใจในเรื่องความไม่สงบภายในประเทศ โดยได้ประกาศ “นโยบายสงบภายในก่อนที่จะต้านทานภายนอก”