สงครามกลางเมืองอเมริกา ปัญหาความขัดแย้งที่สร้างแต่ความสูญเสีย

สงคราม เป็นความสูญเสียงที่ประเมินค่าไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทำสงครามนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้าย ยากที่เราจะจิตนาการได้ และการทำสงครามที่โลกจดจำก็มีหลายเหตุการณ์ด้วยกัน รวมถึง สงครามกลางเมืองอเมริกา ที่สร้างความสูญเสียนับไม่ถ้วน เพราะว่าการก่อสงครามกลางเมืองอเมริกาในครั้งนี้ ประเมินความเสียหายไม่ได้

สงครามกลางเมืองอเมริกา เกิดขึ้นได้อย่างไร?

สงครามกลางเมืองอเมริกา ผลกระทบ

สงครามกลางเมืองอเมริกา (American Civil War) เป็นสงครามกลางเมือง ที่เกิดขึ้นในประเทศมาอำนาจอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างปี ค.ศ.1861 ถึง ค.ศ.1865 สืบเนื่องจากข้อโต้แย้งยืดเยื้อเกี่ยวกับทาส ระหว่างฝ่ายหนึ่งเป็นกลุ่มชาตินิยมสหภาพซึ่งประกาศความภักดีต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนของสมาพันธรัฐซึ่งสนับสนุนสิทธของรัฐในการขยายทาสอีกฝ่ายหนึ่ง

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1861 เจ็ดรัฐทาสในภาคใต้ ได้ประกาศแยกตัวออกจากสหรัฐเพื่อที่จะตั้งเป็นสมาพันธรัฐอเมริกา หรือ “ฝ่ายใต้” สมาพันธรัฐเติบโตจนมี 11 รัฐทาส รัฐบาลสหรัฐไม่เคยรับรองทางการทูตซึ่งสมาพันธรัฐ เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทุกประเทศ (แม้สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสจะให้สถานภาพคู่สงคราม) รัฐที่ยังภักดีต่อสหรัฐ (รวมทั้งรัฐชายแดนซึ่งทาสชอบด้วยกฎหมาย) หรือที่เรียกว่า “สหภาพ” หรือ “ฝ่ายเหนือ”

เริ่มต้นสงครามกลางเมืองอเมริกา

สงครามกลางเมืองอเมริกา union

สงครามกลางเมืองอเมริกาเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1861 เมื่อกองทัพสมาพันธรัฐโจมตีที่ตั้งทหารสหรัฐที่ฟอร์ตซัมเทอร์ในเซาท์แคโรไลนา  และลินคอล์นตอบสนองโดยเรียกระดมพลอาสาสมัครจากแต่ละรัฐ จึงเกิดกระแสความเป็นชาตินิยมในภาคเหนือขึ้นในช่วงข้ามคืน

และการเปิดฉากสงครามแบ่งแยกดินแดน ซึ่งกระตุ้นให้รัฐอีกสี่รัฐใกล้ชายแดน ได้แก่ เวอร์จิเนีย เทนเนสซี อาร์คันซอ และนอร์ทแคโรไลนา ต่างออกมาประกาศแยกตัวเพิ่ม และนั่นก็ทำให้ฝ่ายสหภาพควบคุมพื้นที่รัฐชายแดนในช่วงต้นสงครามและเริ่มยุทธวิธีปิดล้อมทางทะเล

การสู้รบในครั้งนี้ส่อเค้ายืดเยื้อเมื่อทัพของสหภาพเพลี่ยงพล้ำในยุทธการที่บูลรัน และการสู้รบในเขตสงครามตะวันออกเปิดฉากด้วยความได้เปรียบของฝ่ายสมาพันธรัฐ ที่สามารถสกัดกั้นความพยายามของสหภาพในการยึดริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย เมืองหลวงของสมาพันธรัฐได้หลายครั้ง และนั่นก็ทำให้ฝ่ายใต้ฮึกเหิม และตัดสินใจบุกขึ้นเหนือในปลายหน้าร้อนปี 1862

สงครามกลางเมือง คือ

แต่หลังจากการทัพคาบสมุทร (Peninsula Campaign) สิ้นสุดลง และในเดือนกันยายน 1862 ฝ่ายสหภาพก็ตั้งตัวติด และสามารถหยุดการรุกคืบของสมาพันธรัฐได้ในยุทธการที่แอนตีทึม (Antietam) ซึ่งนั่นก็จะทำให้สหราชอาณาจักรเปลี่ยนใจไม่เข้าแทรกแซงในสงคราม หลังจากชัยทางยุทธวิธีที่แอนตีทึมไม่กี่วัน ฝ่ายลินคอล์นก็ประกาศเลิกทาส และกลายเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามในครั้งนี้

และในปี 1863 การบุกขึ้นเหนือครั้งที่สองของนายพลสมาพันธรัฐ โรเบิร์ต อี. ลี ก็ต้องยุติลงด้วยความปราชัยที่ยุทธการที่เกตตีสเบิร์ก ส่วนในแนวรบด้านตะวันตก ฝ่ายของสหภาพเข้าควบคุมแม่น้ำมิสซิสซิปปีได้ หลังจากที่ยุทธการที่ไชโลห์ (Shiloh) และการล้อมวิคสเบิร์ก (Vicksburg) ซึ่งเป็นผลให้สมาพันธรัฐถูกแบ่งออกตรงกลางและกองทัพถูกทำลายไปเป็นอันมาก

และด้วยความสำเร็จในเขตสงครามตะวันตก ยูลิสซิส เอส. แกรนท์จึงได้รับอำนาจบังคับบัญชากองทัพทั้งหมดจากฝ่ายสหภาพในปี 1864 แกรนท์เข้าจัดโครงสร้างกองทัพ และยุทธวิธีการรบเพื่อให้กองทัพของวิลเลียม เทคุมเซห์ เชอร์แมน, ฟิลิป เชอริแดน, และแม่ทัพคนอื่น ๆ ให้สามารถโจมตีสมาพันธรัฐจากทุกทิศทาง

สมาพันธรัฐอเมริกา

นอกจากนี้การทำสงครามยังเพิ่มความเข้มงวดในการปิดล้อมทางทะเล, แกรนท์นำการทัพภาคพื้นดินเพื่อเข้ายึดริชมอนด์ โดยพยายามตรึงลีเอาไว้ป้องกันเมืองหลวง แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนทางเดินทัพเพื่อไปปิดล้อมปีเตอร์สเบิร์ก และทำลายกองกำลังสมาพันธรัฐที่เหลือของลีเกือบทั้งหมด แกรนท์ได้มอบอำนาจให้เชอร์แมนเข้ายึดแอตแลนตา และเคลื่อนทัพไปทะเลโดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายสาธารณูปโภคของสมาพันธรัฐ

สำหรับการสู้รบที่สำคัญครั้งสุดท้าย ก็คือ การล้อมปีเตอร์สเบิร์ก กองทัพของลีตัดสินใจทิ้งปีเตอร์สเบิร์กในปลายเดือนมีนาคม 1865 และยังไม่สามารถฟื้นตัวอีก ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้ลียอมจำนนต่อแกรนท์ที่อาคารศาลแอพโพแมตท็อกซ์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 1865 การสิ้นสุดของสงครามนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ซึ่งได้รับรองสิทธิของพลเมืองที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคทั่วทั้งสหรัฐ

สาเหตุของความขัดแย้ง และชนวนสงคราม

ผลกระทบของสงครามกลางเมืองอเมริกา

สาเหตุของสงครามในครั้งนี้ เกิดจากความแตกต่างระหว่างรัฐแต่ละรัฐในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่ามีรูปแบบและวิถีชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างกันมาก กล่าวคือ รัฐทางใต้มีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการใช้แรงงานทาสในการเกษตรกรรมขนาดใหญ่ และยังมีพลเมืองส่วนมากเป็นคนชาติพันธ์แองโกล-แซกซอน ที่นับถือนิกายโปรแตสแตนท์ และยังพูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก

นอกจากนี้ การเมืองและระบบเศรษฐกิจภายในรัฐยังถูกควบคุมโดยคนรวยที่ถือครองทาส ระบบความคิดจึงเป็นไปในทางอนุรักษ์นิยม และก็นิยมเชื้อชาติ โดยจะยึดมั่นในอัตลักษณ์ความเป็น “ชาวใต้” (Southerner) มากกว่าความเป็นอเมริกัน

สงครามกลางเมือง อเมริกา pdf

แต่ในทางกลับกัน รัฐทางตอนเหนือส่วนใหญ่เป็นรัฐอุตสาหกรรมที่มีระบบเศรษฐกิจแบบการตลาด ไม่พึ่งพาแรงงานทาสมากนัก และยังมีประชากรจากหลายเชื้อชาติในยุโรปอพยพเข้ามาใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นก็ทำให้เป็นสังคมหลากเชื้อชาติและวัฒนธรรม มีระบบความคิดมีความก้าวหน้ามากกว่า

อับราฮัม ลินคอล์น เป็นคนหนึ่งที่มีแนวคิดไม่ประนีประนอมกับสถาบันทาสอย่างชัดเจน ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาแบบท่วมท้น ในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1860 ซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนี้ทำให้ประชากรผิวขาวใน 11 รัฐทางตอนใต้ไม่พอใจอย่างยิ่ง และรู้สึกว่าการแยกตัวเป็นอิสระเป็นทางเลือกเดียวที่จะรักษาสถาบันทาสไว้ได้

เนื่องจากประชาชนเห็นว่าพวกตนไม่มีผู้แทนอยู่เลยในสภาคองเกรส จนในที่สุดก็รวมกันแยกตัวออกไปจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในนามว่าสมาพันธรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1861

ชัยชนะของฝ่ายสหภาพ และผลพวงของสงคราม

ผลกระทบ สงครามกลางเมืองอเมริกา

ผลกระทบในด้านต่าง ๆ ของสงครามกลางเมืองอเมริกายังคงเป็นที่ถกเถียงกัน แต่ผลทางเศรษฐกิจนั้นค่อนข้างชัด เกษตรกรรมฝ้ายของรัฐทางใต้พังพินาศ ส่วนภาคใต้ของสหรัฐกลายเป็นพื้นที่ยากจนไปอีกเกือบร้อยปี จากที่เคยร่ำรวยมาก่อน แต่ทว่าในขณะที่ภาคเหนือและตะวันตกร่ำรวยขึ้น อำนาจทางการเมืองของนายทาส และเศรษฐีจากภาคใต้ยุติลง

ซึ่งนั่นอาจจะกล่าวได้ว่า สหรัฐอเมริกาในช่วงก่อนสงคราม เป็นประเทศที่ฝ่ายเหนือ และใต้แข่งขันกันเอาวิสัยทัศน์ และความเชื่อของตนเข้ากำหนดทิศทางของประเทศ แต่ทว่าผลหระทบที่ได้จากสงครามกลางเมืองทำให้การแข่งขันในทางวิสัยทัศน์ยุติลง นักประวัติศาสตร์ เจมส์ แม็คเฟอร์สัน ยังได้กล่าวอีกด้วยว่า “ชัยชนะของสหภาพทำลายวิสัยทัศน์ชาวใต้เกี่ยวกับอเมริกา และเป็นการรับประกันว่าวิสัยทัศน์ของฝ่ายเหนือ จะกลายเป็นวิสัยทัศน์ของคนอเมริกัน ทั้งประเทศ” ด้วยเหตุนี้จึงไม่เป็นการเกินไปที่จะกล่าวว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันนั้นเป็นผลผลิตของสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในครั้งอดีต

สงครามกลางเมืองอเมริกา ใครชนะ

นักประวัติศาสตร์บางท่านยังเชื่อว่าชัยชนะของลินคอล์นในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ปี ค.ศ.1864 เหนือแม็คเคลแลน  เป็นเหตุการณ์ที่ยุติความไม่แน่นอนทางการเมืองของฝ่ายสหภาพ และยังเป็นการดับความหวังของฝ่ายใต้ที่คิดว่าจะได้เอกราชหากลินคอล์นไม่ได้เป็น ปธน. สมัยที่สอง ณ จุดนั้นลินคอล์นได้รับการสนับสนุน

ทั้งนี้นักประวัติศาสตร์อีกฝ่ายโต้เถียงว่าฝ่ายใต้ไม่มีหวังที่จะชนะมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากว่าศักยภาพในการทำสงครามต่างกันมาก โดยเฉพาะความได้เปรียบของฝ่ายเหนือในระยะยาว กล่าวง่าย ๆ ก็คือยิ่งสงครามยิ่งยืดเยื้อ ความได้เปรียบของฝ่ายเหนือยิ่งแสดงออกมาชัด นักประวัติศาสตร์สงคราม เชลบี ฟุท (Shelby Foote) ซึ่งเปรียบเทียบว่า ฝ่ายเหนือเหมือนคนที่สู้โดยเอามือหนึ่งไพล่หลังไว้ และจะเอาจริงเมื่อไหร่ก็ได้

เพราะว่าถ้าหากถูกฝ่ายสมาพันธรัฐกดดันจนถึงจุดหนึ่ง (ซึ่งอยู่อีกไกลมาก) และตลอดการสงครามนี้ ฝ่ายใต้ไม่เคยบังคับให้ฝ่ายเหนือเอาจริงได้ด้วยซ้ำ ตนเองจึงแน่ใจว่าฝ่ายใต้ไม่เคยมีโอกาสที่จะชนะในสงครามนี้