ราชอาณาจักรปรัสเซีย

ปรัสเซีย ฝรั่งเศส

ราชอาณาจักรปรัสเซีย (Kingdom of Prussia) อีกหนึ่งอาณาจักรที่มีความยิ่งใหญ่ และยังเป็นราชอาณาจักรหนึ่งของชนชาติเยอรมัน ที่ดำรงอยู่ระหว่างปีค.ศ. 1701 ถึงปี ค.ศ. 1918 โดยแผ่นดินครอบคลุมพื้นที่ในประเทศเยอรมนี โปแลนด์ รัสเซีย เดนมาร์ก เบลเยียม ลิทัวเนีย และเช็กเกียในปัจจุบัน

ราชอาณาจักรปรัสเซีย

สำหรับราชอาณาจักรปรัสเซีย กลายเป็นราชอาณาจักรมหาอำนาจของยุโรปในศตวรรษที่ 18 ในช่วงของรัชสมัยของพระเจ้าฟรีดริชมหาราช และยิ่งทรงอำนาจขึ้นจนราชอาณาจักรเป็นแกนนำในการชักนำรัฐเยอรมันต่างๆ ให้ทำการรวมชาติกันเป็นจักรวรรดิเยอรมัน ในปี ค.ศ. 1871

ประวัติศาสตร์ ราชอาณาจักรปรัสเซีย

ประวัติศาสตร์ ราชอาณาจักรปรัสเซีย

ก่อนการสถาปนาปรัสเซียเป็นราชอาณาจักร ปรัสเซีย จัดว่าเป็นเพียงรัฐหนึ่งเท่านั้นโดยเรียกว่า “ดัชชีปรัสเซีย” และในขณะนั้นยังตกอยู่ใต้อิทธิพลของโปแลนด์ และสวีเดน แต่ทว่าด้วยชั้นเชิงทางการทูต และการทหารของ ฟรีดริช วิลเฮล์ม ผู้คัดเลือกแห่งบรันเดินบวร์ค จึงมีส่วนทำให้ปรัสเซียได้รับอิสรภาพจากสวีเดนในปี ค.ศ. 1656 และปรัสเซียได้สถาปนาขึ้นเป็นราชอาณาจักรปรัสเซียในปี 1701

แต่เดิมนั้นปรัสเซียมีอาณาเขตที่ไม่ใหญ่มากนัก จนกระทั่งมาถึงช่วงรัชสมัยของ พระเจ้าฟรีดริชมหาราช ปรัสเซียยึดสามารถครองมณฑลไซลีเซียจากออสเตรีย และยังสามารถรักษาไว้ได้ในระหว่างสงครามเจ็ดปีที่ยุติลงในปี ค.ศ. 1763 ซึ่งนั่นก็มีส่วนทำให้ปรัสเซียมีอำนาจขึ้นทางตอนเหนือของเยอรมนี

และต่อมาปรัสเซียได้ขยายดินแดนโดยการผนวกดินแดนต่างๆ ของเยอรมนีด้วยวิธีต่างๆ ที่รวมทั้งการสมรส และเข้าครอบครองเช่นในโพเมอราเนียในฝั่งทะเลบอลติกอีกด้วย

ต่อมาปรัสเซียได้เป็นอีกหนึ่งชนชาติที่เข้าสู่สงครามในการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1792 สู้รบมาจนถึงสมัยของสงครามนโปเลียน ซึ่งนั่นก็มีส่วนทำให้ปรัสเซียสูญเสียดินแดนบางส่วน แต่ทว่าเมื่อสงครามสิ้นสุดลง การประชุมใหญ่แห่งเวียนนาก็มอบดินแดนคืนให้กับปรัสเซียที่รวมทั้ง ไรน์ลันท์ และเว็สท์ฟาเลินด้วย

 

การขยายตัวของบรันเดินบวร์ค

การขยายตัวของบรันเดินบวร์ค

เมื่อฟรีดริช วิลเฮล์ม (ผู้คัดเลือกแห่งบรันเดินบวร์ค) ถึงแก่อสัญกรรมใน ปี ค.ศ. 1688 ปรัสเซียก็ตกเป็นของดยุกฟรีดริชที่ 3 ต่อมาไม่นานดยุกฟรีดริชที่ 3 ได้สถาปนาปรัสเซียเป็นราชอาณาจักร และขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าฟรีดริชที่ 1 แห่งปรัสเซีย ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1701 ถึงปี ค.ศ. 1713

นอกไปจากปรัสเซียแล้วดินแดนบรันเดินบวร์คทั้งหมดยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก เพราะว่าทางด้านของพระเจ้าฟริดริชเป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งเยอรมันเพียงองค์เดียวในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์จึงทรงสามารถเรียกร้องตำแหน่ง กษัตริย์แห่งปรัสเซีย ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1701 จากจักรพรรดิเลโอโปลด์ที่ 1 แห่งโรมัน  เป็นการแลกเปลี่ยนกับการเป็นพันธมิตรในการต่อสู้กับประเทศฝรั่งเศสในสงครามสืบราชบัลลังก์สเปน (War of the Spanish Succession) และตำแหน่งนี้มาเป็นตำแหน่งทางการใน สนธิสัญญาอูเทร็คท์ ในปี ค.ศ. 1713

 

พัฒนาการของอาณาจักร

จักรวรรดิเยอรมัน

ราชอาณาปรัสเซีย ได้ก่อตั้งใหม่เป็นราชอาณาจักรที่ยังยากจน เพราะว่าในช่วงนั้นราชอาณาปรัสเซียยังไม่ฟื้นตัวจากสงครามสามสิบปี และดินแดนของราชอาณาปรัสเซียกระจัดกระจายไปกว่า 1,200 ตารางกิโลเมตร จากปรัสเซียทางตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลบอลติกไปจนถึงใจกลางดินแดนโฮเอ็นโซลเลิร์นของรัฐมาร์เกรฟบรันเดินบวร์ค

และในพื้นที่บางส่วนของแคว้นคลีฟยังอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำไรน์ ในช่วงปี ค.ศ. 1708 หนึ่งในสามของประชากรเสียชีวิตไประหว่างกาฬโรคระบาดในยุโรป ซึ่งโรคระบาดมาถึงเพร็นซเลาในช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1710 แต่ทว่าก็มิได้ขยายต่อไปถึงเบอร์ลินซึ่งอยู่เพียงแค่ 80 กิโลเมตรจากเพร็นซเลา

นอกจากนี้การพ่ายแพ้ของราชอาณาจักรสวีเดนต่อจักรวรรดิรัสเซียรัสเซียในมหาสงครามเหนือระหว่างปี ค.ศ. 1700 ถึงปี ค.ศ. 1721 ถือว่าเป็นการสิ้นสุดของอำนาจของสวีเดนในทางใต้ของทะเลบอลติก จากการลงนามในสนธิสัญญาสตอกโฮล์มในช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 1720 ราชอาณาปรัสเซียได้รับแคว้นชเตชซิน (Szczecin) และดินแดนในพอมเมอเรเนียที่สวีเดนเคยยึดครอง

 

สงครามไซลีเซีย

ปรัสเซีย ฮังการี

ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1740 พระเจ้าฟรีดริชมหาราช ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา(พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 )แห่งปรัสเซีย ซึ่งพระองค์ทรงใช้ข้ออ้างจากสนธิสัญญา ค.ศ. 1537 ซึ่งถูกค้านโดยจักรพรรดิแฟร์ดีนันด์ที่ 1 แห่งโรมัน ในการรุกรานไซลีเซีย

ซึ่งสนธิสัญญาได้กล่าวว่า ส่วนหนึ่งของไซลีเซียจะกลายเป็นของรัฐมาร์เกรฟบรันเดินบวร์คหลังจากที่ทางด้านของราชวงศ์ไพอาสสิ้นสุดลง สำหรับการรุกรานครั้งนี้เป็นการเริ่มของสงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย (War of the Austrian Succession) เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1740 ถึงปี ค.ศ. 1748

และหลังจากทรงยึดครองไซลีเซียได้อย่างรวดเร็วแล้ว เนื่องจากว่าทางด้านของพระเจ้าฟริดริชก็ทรงเสนอว่าจะทรงพิทักษ์อาร์ชดัชเชสมาเรีย เทเรซาแห่งออสเตรีย ซึ่งพระองค์ทรงยกไซลีเซียให้พระองค์ แต่ทว่าอาร์ชดัชเชสมาเรียทรงปฏิเสธแม้ออสเตรียได้มีปฏิปักษ์หลายด้าน ในที่สุดพระเจ้าฟริดริชก็ได้ดินแดนไซลีเซียอย่างเป็นทางการตามสนธิสัญญาเบอร์ลิน ในปี ค.ศ. 1742

 

การรวมชาติเยอรมัน

ปรัสเซีย รัสเซีย

ในช่วงปี ค.ศ. 1862 (พ.ศ. 2405) พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 ได้เรียกตัวออทโท ฟอน บิสมาร์ค ได้เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บิสมาร์คหวังอยู่เสมอและในการรวบรวมเยอรมนีให้เป็นปึกแผ่น และยังต้องการให้เยอรมนีเป็นประเทศที่เข้มแข็งให้ได้

ดังนั้น การที่ราชอาณาปรัสเซียจะรวมเยอรมนีให้ได้จะต้องกำจัดอิทธิพลของมหาอำนาจภายนอก และยังจะต้องทำให้ปรัสเซียเป็นผู้นำในการรวมชาติเยอรมันแทนที่ออสเตรีย เพราะถึงแม้ว่าออสเตรียจะเป็นรัฐเยอรมันเหมือนกัน แต่ทว่าทางด้านของออสเตรียได้ไปแย่งชิงดินแดนต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เยอรมัน อย่างเช่น ฮังการี โบฮีเมีย เป็นต้น

ซึ่งนั่นจะทำให้ในสายตาของรัฐเยอรมนี และรัฐอื่น ๆ ซึ่งนั่นก็ถือว่าออสเตรียเป็นเหมือนกับเยอรมันที่ไม่แท้จริง และนั่นก็ยังจำเป็นต้องผูกมิตรกับมหาอำนาจอื่น ๆ อย่างเช่น รัสเซีย อังกฤษ ออสเตรีย ฝรั่งเศส เป็นต้น ในการรวมเยอรมนีนั้นทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ถึง 3 ครั้ง ได้แก่

1. สงครามกับเดนมาร์กเพื่อแย่งชิงชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์

บิสมาร์คได้อ้างว่าเพื่อเป็นการปกป้องชายเยอรมันที่อยู่ใน 2 แคว้นนี้ และเมื่อสงครามกับเดนมาร์กเพื่อแย่งชิงชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์ เริ่มขึ้นปรัสเซียก็ได้ชัยชนะอย่างรวดเร็วในการบุกเดนมาร์ก เมื่อเดนมาร์กสู้ไม่ได้จึงยกธงขาวยอมยกชเลสวิชให้ปรัสเซีย ส่วนฮ็อลชไตน์ได้ให้ออสเตรียในสนธิสัญญาแกลสไตน์ ในปี พ.ศ. 2407 (ค.ศ. 1864)

2.สงครามออสเตรีย

สงครามออสเตรียเกิดขึ้นเมื่อปรัสเซียกล่าวหาว่าออสเตรียดูแลฮ็อลชไตน์ไม่ดี และทางด้านของออสเตรียกล่าวหาว่าปรัสเซียยุยงพลเมืองของฮ็อลชไตน์ให้ต่อต้านออสเตรีย และเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันเอง ดังนั้น สงครามออสเตรียจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

และก่อนที่ปรัสเซียจะประกาศสงครามกับออสเตรียนั้นทางด้านของปรัสเซียได้ดำเนินนโยบายทางทูตต่อประเทศข้างเคียงเพื่อมิให้ประเทศเหล่านั้นฉวยโอกาส อย่างเช่น การตกลงกับพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส โดยบิสมาร์คได้ขอร้องให้พระองค์ทรงวางตัวเป็นกลางโดยไม่ต้องสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

3.สงครามกับฝรั่งเศส

หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ปรัสเซียทางการทูตอยู่เสมอ ๆ และยังมีปัญหาเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติในสเปน ฝรั่งเศสจึงได้ตัดสินใจประกาศสงครามกับปรัสเซีย และสงครามในครั้งนี้ปรัสเซียมีชัยชนะอย่างขาดลอย ซึ่งนั่นมีส่วนทำให้ชาวฝรั่งเศสได้ขับไล่พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ออกจากราชสมบัติ และร่วมก่อตั้งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ขึ้น

และนอกจากนี้ทำให้ปรัสเซียได้เป็นมหาอำนาจอันดับต้น ๆ ในยุโรป และพระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 ยังได้ประกาศจัดตั้งจักรวรรดิเยอรมันขึ้น และยังได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งเยอรมนี และที่สำคัญพระองค์ยังทรงสถาปนาบิสมาร์คให้เป็นเจ้าชาย และอัครมหาเสนาบดี ณ พระราชวังแวร์ซาย ในปี พ.ศ. 2414 (ค.ศ. 1871)