โรฮีนจา (โรฮีนญา) คือใคร? ทำไมหลายประเทศถึงไม่ต้องการชาวโรฮีนจา

โรฮิงญา ปัจจุบัน

โรฮีนจา หรือว่าโรฮีนญา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ (อาระกัน) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของประเทศพม่า และพูดภาษาโรฮีนจา  นักวิชาการบางส่วนกล่าวว่า โรฮีนจาเป็นชนพื้นเมืองในพื้นที่รัฐยะไข่

โรฮิงญา ในไทย

ในขณะที่นักประวัติศาสตร์บางส่วนได้ออกมาอ้างว่า พวกเขาอพยพเข้าพม่าจากเบงกอลในสมัยการปกครองของสหราชอาณาจักรเป็นหลัก และยังมีนักประวัติศาสตร์ส่วนน้อยกล่าวว่า พวกเขาอพยพมาหลังจากพม่าได้รับเอกราชในปี 2491 และหลังจากบังกลาเทศทำสงครามประกาศเอกราชในปี 2514

ชาวมุสลิมที่ตั้งถิ่นฐานในรัฐยะไข่ตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ไม่สามารถประมาณจำนวนผู้ตั้งถิ่นฐานชาวมุสลิมก่อนหน้าการปกครองของสหราชอาณาจักรได้อย่างแม่นยำ และหลังสงครามอังกฤษ-พม่า ครั้งที่หนึ่ง ในปี พ.ศ. 2369 สหราชอาณาจักรผนวกรัฐยะไข่ และสนับสนุนให้มีการย้ายถิ่นจากเบงกอลเพื่อทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานในไร่นา

โรฮิงญา

โดยประชากรมุสลิมอาจจะมีจำนวนถึงร้อยละ 5 ของประชากรรัฐยะไข่แล้ว เมื่อถึงปี 2412 แต่จากการประเมินของปีก่อนหน้าก็พบว่ามีจำนวนสูงกว่านี้ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และความรุนแรงระหว่างชุมชนก็ปะทุขึ้นระหว่างชาวยะไข่ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธกับหน่วยกำลังวี (V-Force) ชาวโรฮีนจาที่สหราชอาณาจักรติดอาวุธให้ และการแบ่งขั้วก็รุนแรงมากขึ้นในพื้นที่ ในปี 2525 รัฐบาลพลเอกเนวีนตรากฎหมายความเป็นพลเมืองซึ่งปฏิเสธความเป็นพลเมืองของชาวโรฮีนจา

ต่อมาในช่วงปี 2556 มีชาวโรฮีนจาประมาณ 735,000 คน อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองทางเหนือของรัฐยะไข่ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 80–98 ของประชากร เรื่องนี้มีสื่อระหว่างประเทศ และองค์การสิทธิมนุษยชนกล่าวว่าชาวโรฮีนจาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลก จนชาวโรฮีนจาจำนวนมากต่างหลบหนีไปอยู่ในย่านชนกลุ่มน้อย และค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังกลาเทศ รวมทั้งพื้นที่ตามชายแดนไทย–พม่า อีกด้วย

ชาวโรฮีนจากว่า 100,000 คน ที่ยังอาศัยอยู่ในค่ายสำหรับผู้พลัดถิ่นในประเทศซึ่งทางการไม่อนุญาตให้ออกมา  ชาวโรฮีนจาได้รับความสนใจจากนานาชาติในห้วงเหตุจลาจลที่รัฐยะไข่ ในปี  พ.ศ. 2555

ผู้ลี้ภัยชาว โรฮีนจา

สาเหตุ ชาวโรฮิงญา อพยพ

ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2552 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่ามีผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาจำนวนมากกว่า 1,000 คน อพยพมาจากประเทศพม่า ซึ่งในขณะนั้นชาวโรฮีนจาได้ถูกทหารพม่าจับกุมพร้อมทั้งถูกทารุณกรรม จากนั้นโรฮีนจาถูกจับโยนลงทะเลโดยไม่มีเรือมารับ และโรฮีนจาขาดแคลนทั้งน้ำ และอาหาร เรื่องนี้รัฐบาลทหารพม่าออกมาตอบโต้ในเบื้องต้นว่า ซีเอ็นเอ็นรายงานข่าวเกินความเป็นจริง และผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้ใช้เรือใบโดยไม่มีเครื่องยนต์ และห้องน้ำบนเรือ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือพวกเขาขึ้นมายังชายฝั่ง ซึ่งทางด้าน โฆษกกระทรวงกลาโหมพม่า ออกมาปฏิเสธว่าสื่อรายงานไม่ถูกต้อง

นอกจากนี้สื่อท้องถิ่นหลายสื่อยังได้รายงานผลการสอบสวนว่า ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้หายตัวไปจากการกักขังที่ส่วนกลาง และยังไม่พบว่าอยู่ที่ไหน ทางด้านของรัฐบาลทหารพม่าให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “พวกเราอาจหยุดเดินเรือหรือพวกเขาจะกลับมา ทิศทางลมจะพาพวกเขาไปยังอินเดียหรือไม่ก็ที่อื่น” จากนั้นรัฐบาลทหารพม่าก้ได้ให้สัญญาว่าจะดำเนินการสอบสวนผู้นำทางทหารอย่างเต็มที่ แต่ทว่าการออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่หาว่าปกปิดการใช้อำนาจกองทัพไปในทางที่ผิด

นอกจากนี้ แอนเจลีนา โจลี ทูตสันถวไมตรีแห่งข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ออกมาวิจารณ์รัฐบาลทหารพม่าว่าไม่สนใจไยดีต่อสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายของชาวโรฮีนจา และยังเสนอแนะว่ารัฐบาลทหารพม่าควรดูแลคนกลุ่มนี้ให้ดีกว่าตอนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพม่า

อีกทั้ง กระทรวงการต่างประเทศออกมาตำหนิยูเอ็นเอชซีอาร์ ยังได้มีการบันทึกว่ายูเอ็นเอชซีอาร์ไม่มีอำนาจหน้าที่ และการกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะอ้างถึงกระทรวงการต่างประเทศ และอาคันตุกะของกระทรวงการต่างประเทศ

ประวัติศาสร์ชาวโรฮินจา (โรฮิงยา) ทำไมอยู่พม่าไม่ได้?

โรฮิงญา ล่าสุด

ชาวโรฮินจา คือ ชาวมุสลิมที่อาศัยอยุ่ทางตอนเหนือของยะไข่ (อาระกัน) แต่ก็มีนักวิชาการบางคนบอกว่า พวกเขาเป็นคนพื้นเมืองในยะไข่ ในขณะที่นักประวัติศาสตร์หลายคนกล่าวว่า โรฮีนจาเป็นผู้อพยพมาจากเบงกอล ในช่วงที่อังกฤษปกครอง และบางส่วนก็มาในช่วงที่พม่าได้รับเอกราช และช่วงสงครามกลางเมืองในบังคลาเทศ

ชาวมุสลิมได้เข้ามาอยู่อาศัยในอาระกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 แต่จำนวนของประชากรนั้นไม่สามารถระบุได้แน่ชัด  หลังจากเกิดสงคราม Anglo-Burmese ในปี 1826 อังกฤษ ได้เข้าปกครองอาระกัน และอพยพผู้คนจากเบงกอลเข้ามาใช้แรงงาน ส่วนจำนวนประชากรของมุสลิมคิดเป็น 5% ของชาวอาระกันในขณะนั้น (1869) แต่หลังจากนั้นไม่นาน จำนวนประชากรโรฮิงย็าได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บันทึกตามสัมโนประชากรของอังกฤษระหว่างปี ค.ศ. 1872 และ ค.ศ.1991 ได้ระบุว่าจะนวนประชากรมุสลิมในยะไข่ เพิ่มขึ้นจาก 58,255 คน เป็น  178,646 คน

ในระหว่างการทำสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ก่อมให้เกิดความรุนแรงระหว่างกองกำลังมุสลิม ที่อังกฤษติดอาวุธให้ กับกองกำลังชาวยะไข่พื้นเมือง ซึ่งมีส่วนทำให้ความขัดแย้งเพิ่มสูงขึ้น ในปี 1982 นายพลเนวินได้ทำรัฐประหารสำเร็จ และปฏิเสธความเป็นพลเมืองพม่าของชาวโรฮินจา

ยุคสมัยอณาจักร มรัคอู

ชาวโรฮิงญาในพม่า

หลักฐานของการตั้งถิ่นฐานของมุสลิมเบงกอล ในอาระกันครั้งแรก ถ้าเราย้อนกลับไปได้ถึงยุคของกษัตริย์ชาวพุทธนามว่า นรเมขลา แห่งอาณาจักร มรัคอู (Mrauk U) หลังจากที่กษัตริย์นรเมขลาได้ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในเบงกอล(บังคลาเทศ) เป็นเวลานานกว่า 24 ปี เขาได้กลับมาครองบันลังก์ได้อีกครั้งในปี 1430

โดยการสนับสนุนด้านทางกำลังทหารจากสุลต่านเบงกอล ทหารชาวเบงกอลที่เดินทางมากับกษัตร์ย์นรเมขลา จึงตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนอาระกัน หลังจากนั้น เขาก็ได้ยกดินแดนบางส่วนให้สุลต่านเบงกอล และยอมรับอธิปไตยของสุลต่านเบงกอลเหนือดินแดนเหล่านั้น

และเพื่อแสดงถึงความเป็นข้าราชบริพานในสุลต่านเบงกอล ราชาอาระกันก็ได้ใช้ชื่อแบบอิสลาม และนำเงินเหรียญอิสลามมาใช้ในราชอาณาจักร ทั้งนี้กษัตริย์นรเมขลา ได้สร้างเหรียญที่มีอักษรพม่าอยู่ด้านหนึ่ง และเป็นอักษรเปอเซียอยู่อีกด้านหนึ่ง แต่ความเป็นรัฐทาสของอาระกันต่อเบงกอลถือว่าเป็นไปในระยะเวลาสั้นๆ หลักจากที่สุลต่าน Jalaluddin Muhammad Shah ตายลงในปี 1433 ผู้สืบทอดของกษัตริย์นรเมขลาก็ตอบแทนด้วยการเข้ายึดเมืองรามูในปี r.L. 1437 และจิตะกองในปี 1459 อารกันได้ยึดครองจิตะกองไปจนถึงปี 1666

ยุคแห่งชัยชนะของพม่า

การอพยพของชาวโรฮิงญา

หลังจากที่พม่าได้รับชัยชนะต่ออาระกันในปี พ.ศ. 1785 ชาวอาระกันจำนวนกว่า 35,000 คน ได้หนีเข้าไปในเขตจิตตะกองของบริติชเบงกอลในปี พ.ศ. 1799  เพื่อหนีเอาชีวิตรอด และยังแสวงหาการคุ้มครองจากบริติชอินเดีย ผู้ปกครองพม่าได้ประหารชาวอาระกันนับพันคน และยังขนย้ายประชากรส่วนที่เหลือ เพื่อเข้าไปที่ภาคกลางของพม่า ทิ้งอาระกันให้เป็นดินแดนที่แทบจะร้างผู้คนไปจนถึงช่วงที่อังกฤษเข้ามายึดครอง และในระหว่างนั้น ก็มีฑูตคนหนึ่งชื่อ  Sir Henry Yule พบเห็นชาวมุสลิมจำนวนมาก ที่ทำงานรับใช้ราชวงศ์พม่าในฐานะขันที และขันทีมุสลิมเหล่านี้ มาจากอาระกัน

ยุคการปกครองของจักรวรรดิ์อังกฤษ

การแก้ปัญหาโรฮิงญา

อังกฤษได้ส่งเสริมให้ชาวเบงกอลที่อยู่ในดินแดนใกล้เคียง โดยการอพยพเข้าไปตั้งรกรากในดินแดนอาระกัน ในฐานะผู้ใช้แรงงานในฟาร์ม อีกทั้งอังกฤษได้ยกเลิกเขตแดนระหว่างเบงกอลและ อาระกัน ทำให้มีไม่ข้อจำกัดในการอพยพระหว่างดินแดน ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ชาวเบงกอลนัพพัน จากจิตตะกอง ก็ได้เข้ามาตั้งรกรากในอาระกันและหางานทำ

ทั้งนี้ สำมะโนประชากรของอังกฤษปี พ.ศ. 1871 รายงานว่ามีมุสลิมอยู่ 58,255 คน ในยะไข่ และในปี 1911 จำนวนมุสลิมได้เพิ่มขึ้นเป็น 178,647 คน ซึ่งคลื่นของผู้อพยพพากันหลั่งไหลเข้ามาตามความต้องการแรงงานราคาถูก ในกิจการข้าวเปลือกของบริติชอินเดีย ซึ่งผู้อพยพจากเบงกอล ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาจากจิตตะกอง หลั่งไหลกันเข้ามาสู่เมืองทางตะวันตกของอาระกันโดย การอพยพของขาวอินเดีย(ในขณะนั้น) เข้าสู่พม่า ได้กลายเป็นปรากฎการณ์ระดับชาติของพม่า ไม่ใช่แค่ในอาระกันเท่านั้น

และนอกจากนี้นักประวัติศาสตร์บันทึกว่า ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 ชาวอินเดียเข้าไปตั้งรกรากในพม่าไม่ต่ำกว่า 250,000 คน ต่อปี จำนวนของผู้อพยพได้เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอจนถึงจุดสุดยอดในปี พ.ศ. 1927 ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพสูงถึง 480,000 คน เมืองย่างกุ้งได้แซงหน้านิวยอร์คในการเป็นปลายทางของผู้อพยพสูงสุดในโลก ซึ่งขณะนั้นเมืองใหญ่หลายเมืองของพม่าอย่าง ย่างกุ้ง,ยะไข่, Bassein,Moulmein ผู้อพยพชาวอินเดีย กลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ ชาวพม่าต้องตกอยู่ในความสิ้นหวัง

จากการอพยพในครั้งนี้สร้างผลเสียเป็นอย่างมาก ซึ่งผลกระทบของการย้ายถิ่นฐานมีความรุนแรง โดยเฉพาะในอาระกัน ในปี ค.ศ 1939 เจ้าหน้าที่ของอังกฤษได้แจ้งเตือนถึงความเป็นปรปักษ์กันระหว่างชาวอาระกัน ชนพื้นเมืองที่นับถือพุทธ กับผู้อพยพชาวมุสลิม และยังได้จัดตั้งคณะกรรมการนำโดย James Ester และ Tin Tut เพื่อศึกษาประเด็นการอพยพของมุสลิมเข้ามาในอาระกัน

โดยคณะกรรมการได้ให้คำแนะนำให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยระหว่างเขตแดนของทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ดี ผลของสงครามโลกครั้งที่สอง มีส่วนทำให้อังกฤษต้องถอนกำลังออกจากอาระกัน

โรฮิงญา ล่าสุด

และต่อมาระหว่างปี  1971 ถึง 1973 ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในบังคลาเทศ ประกอบกับเหตุการณ์ความรุนแรงฆ่าล้างเผ่าพันธ์ทำให้เกิดการอพยพของมุสลิมเบงกาลีราวๆ 10 ล้านคน เข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือของยะไข่

และในปี 1975 บังคลาเทศได้ส่งทูตไปเจรจากับรัฐบาลพม่า เพื่อขอร้องให้พม่าอย่าขับไล่ ผู้บุกรุกราวๆ 500,000 คน ในอาระกันในระหว่างที่การเมืองภายในบังคลาเทศกำลังวุ่นวาย ซึ่งในขณะที่กลุ่มพระสงฆ์ก็ออกมาประท้วงรัฐบาลโดยชูประเด็นว่าการอพยพของมุสลิมบังคลาเทศ ทำให้สัดส่วนประชากรเปลี่ยนแปลงไป

และสำหรับเรื่องนี้นายพลเนวินได้ร้องขอสหประชาชาติเพื่อส่งคืนผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่ลักลอบเข้าประเทศ และใช้กำลังทหารขับดันผู้อพยพ 200,000 คน กลับบังคลาเทศ ต่อมาในปี 1978 บังคลาเทศประท้วงรัฐบาลพม่า และกล่าวหาว่า ได้ใช้กำลังขับไล่ประชากรมุสลิมพม่านับพันเดินทางกลับเข้าสู่บังคลาเทศ รัฐบาลพม่าตอบกลับว่าคนเหล่านั้นเป็นประชากรของบังคลาเทศ ที่ลักลอบเข้ามาอาศัยในพม่าอย่างผิดกฎหมาย

หลังจากการเจรจาในเวทีสหประชาชาติ นายพลเนวินตกลงที่จะรับผู้ลี้ภัยจำนวน 200,000 คน กลับมาพำนักในอาระกัน ในปี 1982 แต่ทางรัฐบาลบังคลาเทศได้แก้ไขกฎหมายพลเมือง และประกาศว่า “โรฮินจา” ทั้งหมด ไม่ใช่คนสัญชาติบังคลาเทศ และในปีเดียวกัน ทางรัฐบาลพม่าก็ตรากฎหมายพลเมือง และประกาศว่า “ชาวเบงกาลี” เป็นชาวต่างชาติ

ความเคลื่อนไหวของโรฮินจาในปัจจุบัน (1990-ปัจจุบัน)

 ปัญหาโรฮิงญา เกิดจาก

ตั้งแต่ปี 1990 ความเคลื่อนไหวของโรฮินจาแตกต่างจากในยุค 1950 ถือว่ามีความแตกต่างมากที่ใช้กองกำลังติดอาวุธก่อกบฏ ซึ่งการดำเนินการในยุคใหม่มุ่งเน้นการล็อบบี้ต่างชาติ โดยชาวโรฮินจาที่หลบหนีออกมาได้ ได้มีการสร้างเรื่องชนพื้นเมืองโรฮินจา

โดยนักวิชาการโรฮินจา และเผยแพร่คำว่า “โรฮินจา” และได้ใช้นักการเมืองปฏิเสธถิ่นกำเนิดในเบงกาลี นักวิชาการโฮินจาอ้างว่า รัฐยะไข่ เคยเป็นรัฐอิสลามมานับพันปี หรือว่ามีกษัตริย์มุสลิมปกครองยะไข่เป็นเวลา 350 ปี สมาชิกสภาชาวโรฮินจายังเคยกล่าวว่า “โรฮินจา อยู่อาศัยในยะไข่มาตั้งแต่ยุคที่พระเจ้าสร้างโลก อาระกันเป็นของเรา และมันเคยตกเป็นดินแดนของอินเดียมา 1,000 ปี”

ซึ่งพวกเขามักจะย้อยรอยถิ่นกำเนิดของโรฮินจาไปถึงนักเดินเรือชาวอาหรับ  แต่ทว่าการกล่าวอ้างนี้ถูกปฏิเสธในวงวิชาการว่าเป็น “นิทานที่แต่งขึ้นใหม่” นักการเมืองโรฮินจาบางคนได้ใช้วิธีการตราหน้านักประวัติศาสตร์นานาชาติว่า เข้าข้างชาวยะไข่ เพื่อที่จะปฏิเสธประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานอ้างอิง แม้กระนั้น เรื่องนี้ก็แพร่กระจายไปในวงกว้างหลังการจลาจลในปี 2012

ปัญหาผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา ในปัจจุบัน

ปัญหาโรฮิงญาที่มีต่อประเทศไทย

ผู้ลี้ภัยชาว ‘โรฮิงญา’ หรือ โรฮีนจา ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์อันน่าเวทนา บ้างก็ว่ามาจากเมียนมา บ้างว่ามาจาก บังคลาเทศ ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ไร้แผ่นดิน ที่ขณะนี้กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตเนื่องจากถิ่นฐานที่อยู่อาศัย จนกระทั่ง ปัญหาบานปลาย กลายเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในการลักลอบเดินทางลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม เนื่องจากว่าชาวโรฮิงญาไม่เป็นที่ต้องการ จากปัญหาความแตกต่างทางเชื้อชาติ และศาสนา

ปัจจุบันนี้มีผู้อพยพชาวโรฮิงจากกว่า 1,600 ราย หลั่งไหลออกจากเมียนมา และบังคลาเทศ ส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ หรืออาระกัน ทางตะวันตกของประเทศเมียนมา และต่อมาได้รับความช่วยเหลือออกจากชายฝั่งอินโดนีเซีย และชาวโรฮิงญาถูกลำเลียงมาอาศัยอยู่ในมาเลเซีย โดยผู้ลี้ภัยเหล่านี้เลือกประเทศไทย เป็นสื่อกลางเพื่อที่จะเดินทางไปยังประเทศที่สาม กล่าวคือ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นดินแดนที่พวกเขาเชื่อว่า เป็นดินแดนของชาวมุสลิมโดยแท้จริง

ชาวโรฮิงญา คือ ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม ที่อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมา ซึ่งถ้าใครจะรู้ว่าพวกเขาต้องปาดน้ำตา จากความทุกข์ระทมมานานเพียงใด ในการถูกเลือกปฏิบัติ รวมถึงการประหัตประหารไม่แตกต่างจาก ‘พลเมืองชั้นสอง’ เนื่องจากพื้นเพที่ประชาชนโรฮิงญาส่วนใหญ่ในประเทศ เป็นพุทธศาสนิกชน ในขณะที่รัฐบาลมีการตีตราให้ชาวโรฮิงญากว่า 1,330,000 ราย เป็นบุคคลไร้สัญชาติที่เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศ อย่างผิดกฏหมาย  และต้องตกอยู่ในภาวะ ถูกกดขี่ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ราวกับว่าโรฮิงญามิใช่มนุษย์จากผู้ที่เคร่งครัดต่างศาสนา และเจ้าหน้าที่จากกองทัพพม่าพวกเขามีทางเลือกเพียงสองทาง ก็คือ ถูกประหัตประหารหากยืนกรานที่จะอยู่ในชาติเหล่านี้ต่อไป หรือว่าจะลี้ภัยและต้องอาศัยอยู่ในเรืออย่างไร้แผ่นดิน

ต่อองค์การสหประชาชาติ หรือ ‘ยูเอ็น’ ได้นิยามให้กลุ่มโรฮิงญาเป็นมวลชนผู้ลี้ภัยที่ถูกข่มเหงรังแกมากที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง และไม่มีท่าทีว่าปัญหาดังกล่าวจะทุเลาเบาบางลง ซ้ำร้ายปัญหานี้ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

โรฮีนจา ผลกระทบต่อไทย

หากเราย้อนไปเมื่อช่วงปี 2369 ถึง 2491 ในยุคโบราณ ยุคเรืองรองของ ‘จักรวรรดิโมกุล’ ซึ่งผู้ปกครองมีอาณัติเหนืออนุทวีปอินเดียในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึง 19 เดิมทีมีพื้นเพของชาวโรฮิงญามาจากประเทศอินเดีย ซึ่งในช่วงการล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตก กระนั้นอังกฤษได้นำพาชาวโรฮิงญาเข้ามาในบังคลาเทศ โดยการอ้างว่าโรฮิงญามีต้นกำเนิดดั้งเดิมมาจากบังคลาเทศ และบางส่วนอ้างว่า มีถิ่นกำเนิดจากรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมา

ก่อนหน้านี้นาย ‘เต็ง เส่ง’ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ซึ่งถือว่าผู้นำเผด็จการทหาร กล่าวว่าชาวโรฮิงญาเป็นผู้อพยพที่ผิดกฏหมายจากบังคลาเทศ ปฏิเสธว่าชาวโรฮิงญา ไม่สมควรที่จะมีสิทธิตามแบบอย่างพลเมืองในประเทศ และยังกล่าวคล้ายกับว่า ชาวโรฮิงญา ‘มิใช่มนุษย์’ และยังยืนกรานจะเนรเทศชาวโรฮิงญากว่า 80,000 ราย พร้อมทั้งยังเรียกร้องให้สหประชาชาติ ยื่นมือเข้ามาดำเนินการในการโยกย้ายพวกเขาเหล่านี้ออกไปให้พ้นแผ่นดิน แต่สหประชาชาติปฏิเสธที่จะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงปัญหาดังกล่าว

แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชาวโรฮิงญา ตกอยู่ในภาวะของวิกฤตการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว จนทั้งจากการที่มีรายงานจากสื่อต่างประเทศหลานสำนักว่า โรฮิงญาส่วนใหญ่ถูกขับไล่ด้วยการเผาทำลายบ้านเรือน ถูกเจ้าหน้าที่จากกองทัพพม่าทารุณกรรม บ้างก็ถูกจับโยนลงทะเล เพื่อให้ขาดแคลนอาหาร และน้ำดื่ม ระหว่างการอพยพทางเรือ ที่เต็มไปด้วยอันตรายต่างๆ นานา ยังไม่มีฝ่ายใดสามารถกำหนดทิศทางของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่เป็นที่ต้องการเหล่านี้ได้ว่า ซึ่งจะมีจุดจบเช่นใด และจะสามารถหลัดพ้นจากฐานะผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมจากความขัดแย้งทางศาสนาเช่นนี้ได้เมื่อใด