จักรวรรดิญี่ปุ่น มหาจักรวรรดิญี่ปุ่น ความยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีตบนแผ่นดินญี่ปุ่น

จักรวรรดิญี่ปุ่น

สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแผ่นดินญี่ปุ่นนั้นถือว่าผ่านเรื่องราวต่างๆ นานา ละในช่วงเวลาที่ จักรวรรดิญี่ปุ่น หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ มหาจักรวรรดิญี่ปุ่น มีความเจริญรุ่งเรื่องนั้น ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทั้งด้านดี และความศูนย์เสีย แต่ทว่ากว่าจะมีวันนี้ได้ ประเทศญี่ปุ่นต้องผ่านอะไรมาบ้างวันนี้เราจะมาตีแผ่ความจริง ก่อนญี่ปุ่นจะมีวันนี้ได้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

ความเป็นมา จักรวรรดิญี่ปุ่น

ความเป็นมา จักรวรรดิญี่ปุ่น

จักรวรรดิญี่ปุ่น เป็นจักรวรรดิที่อยู่ทางตะวันออกที่สุด และยังเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลก ในคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 ถูกสถาปนาขึ้นภายหลังจากการปฏิรูปเมจิ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2411 และสิ้นสุดลงเมื่อ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 ภายหลังจักรวรรดิญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ในยุคที่อุตสาหกรรมมากมายเกิดขึ้นในญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการประกาศแสนยานุภาพทางการทหาร ภายใต้หลักการ ฟุโกะกุ เคียวเฮ  ซึ่งนำไปสู่การเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลก แต่ทว่าท้ายสุดคือการเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่สอง และสามารถพิชิตภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ทั้งหมด และด้วยเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ในปี พ.ศ. 2485 ถือเป็นจุดสูงสุดของจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่มีอาณาเขตไพศาลถึง 7,400,000 ตารางกิโลเมตร นับว่ามากที่สุดที่ประเทศญี่ปุ่นทำได้

และหลังจากความสำเร็จทางการทหารในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง และสงครามแปซิฟิก ทางด้านของจักรวรรดิญี่ปุ่นเริ่มประสบกับความปราชัยในหลายๆ สมรภูมิทางมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโระชิมะ และนะงะซะกิ นั่นเองที่ทำให้จักรวรรดิญี่ปุ่น ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ในห้วงเวลาที่ฝ่ายสัมพันธมิตร ที่นำโดยสหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมญี่ปุ่น ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนร่วม รัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของจักรวรรดิญี่ปุ่น

นอกจากนี้หลายคนยังเรียกจักรวรรดิญี่ปุ่นนี้ว่า “จักรวรรดิแห่งพระอาทิตย์” ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปในตัวอักษรคันจิของคำว่า นิปปง จะพบว่า อักษร 日 นั้นหมายถึง “พระอาทิตย์” และอักษร 本 ก็หมายถึง “ต้นกำเนิด” ดังนั้น ไดนิปปง เทโกะกุ จึงมีความหมายได้อีกอย่างว่า “มหาจักรวรรดิอันก่อกำเนิดจากพระอาทิตย์”

การยึดครองเกาหลี

การยึดครองเกาหลี

จักรวรรดิญี่ปุ่นได้ผนวกเกาหลีเข้าเป็นดินแดนของตนตามสนธิสัญญาการรวมญี่ปุ่น-เกาหลี ในปี พ.ศ. 2453 ซึ่งสนธิสัญญานี้ เป็นที่ยอมรับของญี่ปุ่นฝ่ายเดียว แต่ทว่าไม่เป็นที่ยอมรับทางฝ่ายเกาหลี เพราะถือว่าไม่มีการลงนามของจักรพรรดิเกาหลี

และในระหว่างการปกครองของญี่ปุ่น ก็ได้มีการสร้างระบบคมนาคมแบบตะวันตก แต่ทว่าส่วนใหญ่เพื่อประโยชน์ทางการค้าของญี่ปุ่นมากกว่าประโยชน์ของชาวเกาหลี โดยจักรวรรดิญี่ปุ่นล้มล้างราชวงศ์โชซ็อน พร้อมกับการทำลายพระราชวัง ปรับปรุงระบบภาษี อีกทั้งยังให้ส่งข้าวจากเกาหลีไปญี่ปุ่น ทำให้เกิดความอดอยากในเกาหลี และมีการใช้แรงงานทาสในการสร้างถนน และการทำเหมืองแร่

และหลังจากการสวรรคตของพระเจ้าโกจง (Gojong) เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2461 ด้วยยาพิษ จึงทำให้เกิดการเรียกร้องเอกราชทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2461 ผลจากการลุกฮือขึ้นเรียกร้องเอกราชทำให้ชาวเกาหลีราวๆ 7,000 คนถูกฆ่าโดยทหาร และตำรวจญี่ปุ่น โดยชาวคริสต์เกาหลีจำนวนมากถูกฆ่า หรือเผาในโบสถ์ระหว่างการเรียกร้องเอกราชมีการจัดตั้งรัฐบาล เฉพาะกาลของเกาหลีที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน หลังจากที่มีการเคลื่อนไหว 1 มีนาคม เพื่อต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น

สำหรับการลุกฮือขึ้นต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่นยังมีอยู่ต่อไป อย่างเช่น การลุกฮือของนักศึกษาทั่วประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2472 จนนำไปสู่การประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี พ.ศ. 2474 หลังจากที่เกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2480 จักรวรรดิญี่ปุ่นพยายามลบล้างความเป็นชาติของเกาหลี โดยการห้ามสอนประวัติศาสตร์ และภาษาเกาหลีในโรงเรียน รวมถึงการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่เป็นเกาหลี ถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ชาวเกาหลีจึงถูกบังคับให้มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น สิ่งของมีค่าถูกนำออกจากเกาหลีไปยังญี่ปุ่น โดยหนังสือพิมพ์ถูกห้ามตีพิมพ์ด้วยภาษาเกาหลี หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จำนวนมากถูกเผาทำลายเกือบทั้งหมด

นอกจากนี้บรรดาชาวเกาหลีจำนวนมากอพยพออกจากเกาหลีไปสู่แมนจูเรีย และรัสเซีย ชาวเกาหลีในแมนจูเรียก็ได้ทำการจัดตั้งขบวนการกู้เอกราชชื่อ “ดุงนิปกุน” (Dungnipgun) สำหรับขบวนการนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน จึงทำสงครามกองโจรกับกองทัพญี่ปุ่น กองทัพเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นกองทัพปลดปล่อยเกาหลี เมื่อราวๆ ปี พ.ศ. 2483 เคลื่อนไหวในจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวเกาหลีกว่าหมื่นคนได้เข้าร่วมในกองทัพปลดปล่อยประชาชน และกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ

ในระหว่างที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเกาหลีถูกบังคับให้ร่วมมือกับญี่ปุ่น และยังมีชายชาวเกาหลีอีกจำนานมากที่ถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมในกองทัพญี่ปุ่น ผู้หญิงจากจีน และเกาหลีราว 200,000 คน ถูกส่งตัวไปเป็นนางบำเรอของทหารญี่ปุ่น สร้างความเจ็บชำน้ำใจให้กับชาวจีนและชาวเกาหลีเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้

การยึดครองแมนจูเรีย

การรุกรานจีน

จักรวรรดิญี่ปุ่น บุกเข้ายึดครองแมนจูเรีย เมื่อปี พ.ศ. 2474 แล้วจักรวรรดิญี่ปุ่นสถาปนาประเทศใหม่ “แมนจูกัว” พร้อมกับให้จักรพรรดิปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิงที่ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิแห่งแมนจูกัว แต่เป็นเพียงจักรพรรดิหุ่นเชิดเท่านั้น โดยไม่มีอำนาจในการปกครองตนเอง อำนาจการปกครองทั้งหมดล้วนอยู่กับจักรวรรดิญี่ปุ่น แม้พรรคก๊กมินตั๋ง และนานาประเทศไม่ยอมรับรองแต่กลับมีการเจรจาสงบศึกในปีเดียวกัน

การรุกรานจีน

กองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่น

ภายหลังจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ยึดครองแมนจูเรียแล้ว กองทัพจักรววรรดิญี่ปุ่นเริ่มรุกรานจีน ณ จังหวัดชาฮา แต่ก็ถูกต่อต้านโดยกองทัพก๊กมินตั๋ง กองพลที่ 29 ของประเทศจีนยังคงใช้หอกดาบ และอาวุธล้าสมัยอยู่จึงพ่ายแพ้ อีกทั้งยังทำให้ภาคตะวันตกของปักกิ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของญี่ปุ่น จากนั้นญี่ปุ่นก็ค่อย ๆ บุกรุก และผนวกแผ่นดินจีนไปเรื่อย ๆ จนถึงปี พ.ศ. 2480 จักรวรรดิญี่ปุ่นก็สามารถยึดครองแผ่นดิน โดยรอบกรุงปักกิ่งไว้ได้เกือบหมดเหลือเฉพาะด้านใต้ จักรวรรดิญี่ปุ่นก็ได้ตั้งตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นปกครองเขตพื้นที่ที่ยึดได้อีกหลายแห่งรวมทั้งที่เมืองหนานจิง (นานกิง)

และเมื่อเกิดการปะทะกับจักรวรรดิญี่ปุ่นที่สะพานมาร์โคโปโล เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ชาวจีนจำนวนมากได้ร่วมมือกันต่อสู้ รวมตัวกันต่อต้านญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีประเทศจีนได้ร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากสันนิบาตแห่งชาติ แต่ผลที่ออกมาคือล้มเหลว รวมทั้งสนธิสัญญา 9 มหาอำนาจด้วย และเมื่อเกิดการปะทะกับจักรวรรดิญี่ปุ่นที่สะพานมาร์โคโปโลใกล้กรุงปักกิ่ง จึงเป็นข้ออ้างที่ทางการจักรวรรดิญี่ปุ่นส่งทหารญี่ปุ่นเข้ายึดเมืองใหญ่ต่าง ๆ ของประเทศจีน

เหตุการณ์สะพานมาร์โค โปโล

เหตุการณ์สะพานมาร์โค โปโล

สำหรับเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นที่เหตุการณ์สะพานมาร์โค โปโล นั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2480 จักรวรรดิญี่ปุ่นส่งทหารจำนวนหลายร้อยนายมาตั้งหน่วยประจำที่สะพานมาร์โค โปโล และยังทำการฝึกอยู่ที่นั่น ในขณะเดียวกันก็มีกองกำลังทหารจีนก๊กมินตั๋งที่ประจำอยู่ที่เมืองวันปิงใกล้ ๆ กัน คอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

และในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 7 กรกฎาคม กองกำลังญี่ปุ่นได้โทรเลขไปถึงกองกำลังก๊กมินตั๋งว่ามีทหารของตนเองหายไป และเชื่อว่าไปซ่อนอยู่ในเมืองวันปิงจึงของเข้าไปค้นหา แต่ทว่าก็ยังมีข้อถกเถียงกันว่าเป็นเหตุบังอิญ หรือเป็นการสร้างเรื่องของฝ่ายจักรวรรดิญี่ปุ่นเพื่อใช้อ้างเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นบุกเข้ายึดภาคกลางของประเทศจีน

แต่กระนั้นทางด้านของฝ่ายประเทศจีนปฏิเสธไม่ยอมให้กองกำลังญี่ปุ่นเข้าเมือง และในช่วงตอนเย็นวันนั้นเอง ที่ฝ่ายจักรวรรดิญี่ปุ่นยื่นคำขาดให้ฝ่ายจีนยอมให้ฝ่ายตนบุกเข้าไปค้นคนในเมืองได้ภายใน 1 ชั่วโมง เพราะมิฉะนั้นจักรวรรดิญี่ปุ่นจะยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ ครั้นเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน จักรวรรดิญี่ปุ่นก็เริ่มยิงปืนใหญ่ และเคลื่อนกองกำลังข้ามสะพานมาโคโปโลตรงไปจะเข้าเมือง ฝ่ายก๊กมินตั๋งจึงส่งทหารจำนวน 1,000 นาย เข้าป้องกันสะพานอย่างสุดความสามารถ แต่ทว่าทางด้านของญี่ปุ่นก็บุกข้ามไปได้ แต่หลังจากได้รับกำลังเสริมที่มีจำนวนมากกว่าฝ่ายญี่ปุ่น ฝ่ายประเทศจีนจึงสามารถยึดสะพานคืนได้สำเร็จในวันต่อมา จักรวรรดิญี่ปุ่นด้วยจำนวนกองกำลังที่น้อยกว่าจึงขอเจรจา ทำให้เหตุการณ์ขั้นที่ 1 สงบลงได้ชั่วคราว แต่ทว่าทางฝ่ายของกองกำลังญี่ปุ่นยังคงตั้งประจำอยู่ที่เดิมไม่ยอมถอย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทางฝ่ายก๊กมินตั๋งได้ประชุมกัน และตกลงว่าจะยึดสะพานต่อไป และพยายามที่จะไม่เจรจากับจักรวรรดิญี่ปุ่น เพราะเชื่อถือไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดี ฝ่ายจีนได้ส่งคนไปเจรจากับจักรวรรดิญี่ปุ่นเพื่อยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ฝ่ายจักรวรรดิญี่ปุ่นก็ยอมเจรจาแต่จะถือว่าหากจีนเพิ่มกองกำลังก็จะถือว่าเป็นการยั่วยุ ซึ่งโดยแท้จริงในขณะนั้นฝ่ายญี่ปุ่นกำลังซื้อเวลาด้วยการยอมเจรจาเพื่อรอการเคลื่อนย้ายกองกำลังจากส่วนอื่นมาสมทบ

สำหรับการเจรจาครั้งนี้ ฝ่ายจักรวรรดิญี่ปุ่นสัญญาว่าจะไม่รุกรานปักกิ่ง และเทียนจิน แต่ทว่าฝ่ายจีนต้องทำการปราบปราบองค์กรต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่นในเมืองทั้งสอง จะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่สะพานมาโคโปโล และต้องให้นายพลซังผู้บัญชาการกองพล 29 เท่านั้น เป็นผู้มาขอขมาต่อกองกำลังญี่ปุ่น เมื่อฝ่ายจีนไม่สามารถรับเงื่อนไขได้ทั้งหมด ฝ่ายจักรวรรดิญี่ปุ่นจึงบุกเข้ากรุงปักกิ่งโดยใช้กองกำลังเต็มอัตราที่มีอยู่ กองกำลังฝ่ายจีนกองพันที่ 37 และ132 พยายามฝ่าแนวของกองญี่ปุ่นเข้านครปักกิ่ง และถูกปิดกั้นอย่างหนักและก็สามารถฝ่าเข้าไปได้อย่างบอบช้ำ

และหลายวันต่อมาเมื่อถูกล้อมหนักมากขึ้น กองพล 29 ก็ได้ตีฝ่าวงล้อมของข้าศึกออกไปจากกรุงปักกิ่งแต่ทว่าก็ถูกล้อมอีก กองทัพญี่ปุ่นสามารถเข้ากรุงปักกิ่งได้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม โดยปราศจากการต่อต้าน และจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ตั้งนายพลซังเป็นนายกเทศมนตรี แต่เขาก็หนีออกจากเมืองไปอย่างลับ ๆ ในสัปดาห์ต่อมา

หลังจากกรุงปักกิ่ง และเทียนจินถูกยึดครอง ที่ราบจีนตอนเหนือก็ตกเป็นเป้าการรุกรานของจักรวรรดิญี่ปุ่นที่มีอาวุธทันสมัยต่อจนถูกยึดครองทั้งหมดในปลายปีนั้น กองทัพจีนก๊กมินตั๋ง และกองทัพจีนคอมมิวนิสต์ ก็ได้เข้าร่วมรบ แต่ล่าถอยไปโดยตลอดกระทั่งได้รับชัยชนะต่อกองทัพญี่ปุ่นอย่างยากเย็นที่ไทเออซวง เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2480

ญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

จักรวรรดิญี่ปุ่น เกาหลี

สมรภูมิรบในจีนถือว่าเป็นความรุนแรงมาก เพราะว่าทางฝ่ายของกองทัพบกญี่ปุ่นได้ดำเนินการมานานก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ โดยจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ทำการยึดครองเมือง และบริเวณชายฝั่งของจีนเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการจัดตั้งประเทศแมนจูกัว ซึ่งมีจักรพรรดิปูยีเป็นประมุข และยังได้ทำการยึดครองกรุงหนานจิง (นานกิง) ที่เป็นเมืองหลวงของจีน  ได้ทำการสังหารหมู่ชาวจีนทีโด่งดังขึ้น ซึ่งรุนแรงมากจนกระทั่งทำให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในเมืองนานกิงยังรับไม่ได้

จักรวรรดิญี่ปุ่นต้องเผชิญกับแนวร่วมต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมีเหมาเจ๋อตง เป็นผู้นำ และพรรคก๊กมินตั๋น (ประชาธิปไตย) ที่มีเจียงไคเช็กเป็นผู้นำ และหลังจากที่เกิดกรณีซีอันขึ้น ทั้งที่ 2 พรรคนี้เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ได้ทำการสู้รบ และดำเนินการ “สงครามกองโจร” ที่กลายเป็นแบบอย่างของสงครามกองโจรยุคใหม่ขึ้น โดยจักรวรรดิญี่ปุ่นมีฐานที่มั่นหลักอยู่ที่เยนอาน ตามเขตตอนเหนือ และแมนจูเรียส่วนทางด้านของพรรคก๊กมินตั๋นได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ฉ่งชิ่ง (จุงกิง) และยังได้รับการสนับสนุนจากสัมพันธมิตรที่อยู่ในอินเดีย แต่ทว่ามีการถกเถียงกันระหว่างบทบาทของพรรคก๊กมินตั๋น และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในเรื่องบทบาทความสำเร็จ และความเอาการเอางานในการต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่นของอีกฝ่ายหนึ่ง

แต่ที่แน่ชัดคือ นายพลสติเวลล์ ผู้บัญชาการทหารของสหรัฐอเมริกาที่เข้าไปดูแลกองทัพของพรรคก๊กมินตั๋น กลับรู้สึกโกรธมากที่ภายในพรรคก๊กมินตั๋นไม่มีประสิทธิภาพ และยังมุ่งการปราบคอมมิวนิสต์มากกว่าการรบกับจักรวรรดิญี่ปุ่น และในขณะที่เอดการ์ สโนว์ได้แสดงความชื่นชมบทบาทของเหมาเจ๋อตงเป็นอย่างมากในการต่อต้านญี่ปุ่น และทางกองทัพสหรัฐอเมริกาได้ส่งคณะปฏิบัติการดิกซีเข้าไปร่วมทำงาน กับเหมาเจ๋อตุง

แต่ทว่าทางด้านของนักหนังสือพิมพ์จากสหภาพโซเวียตที่ได้เข้าไปทำข่าวในห้วงเวลาเดียวกันกลับวิจารณ์ เหมาเจ๋อตงว่าเป็นคนที่ไม่เคร่งครัดในลัทธิคอมมิวนิสต์ และหย่อนยานในการสู้รบ และทำให้ไม่สามารถเอาชนะกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้

สำหรับการรบชนะจีนที่เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียนั้น จากเหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้ชาติญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นในการทหารของตนเอง ทำการรุกรานประเทศอื่น ๆ อย่างไม่เกรงกลัว และยังประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา โดยการส่งเครื่องบินไประเบิดเรืออริโซน่าที่อ่าวเพิร์ล ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นชนวนจุดระเบิดสงครามโลกครั้งที่สองในภูมิภาคเอเชีย

การโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์

จักรวรรดิญี่ปุ่น การปกครอง

การโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ของจักรวรรดิญี่ปุ่นถือว่าเป็นการโจมตีฉับพลันของจักรวรรดิญี่ปุ่นต่อฝ่ายกองทัพสหรัฐอเมริกา โดยการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ รัฐฮาวาย ในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ในการโจมตีนี้สร้างความเสียหายแก่ฝ่ายกองทัพอเมริกันมาก โดยเรือสงครามต้องสูญเสีย 12 ลำ เครื่องบิน 188 ลำ ทหารอเมริกันเสียชีวิต 2,403 คน และประชาชน 68 คน

สงครามอินโดจีน

ญี่ปุ่นกับสงครามโลกครั้งที่2

ถ้าหากเราไม่นับรวมการเข้ายึดครองอินโดจีนของฝรั่งเศสที่ถูกบังคับให้เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะภายใต้รัฐบาลวีชีฝรั่งเศสแล้ว สมรภูมิทางด้านนี้ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่น โจมตีฐานทัพเรือหลักของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ และการบุกยึดประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทยในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941

ซึ่งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้บุกไปถึงพม่า, นิวกินี และเกาะกวาดัลคะแนล ซึ่งปรากฏว่าหลังจากเกิดสมรภูมิที่มิดเวย์ การรบทางทะเลแถวหมู่เกาะโซโลมอน และทะเลปะการัง และการรบที่กวาดัลคะแนลแล้ว ปรากฏว่ากองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นต้องสูญเสียอย่างหนัก ส่วนกองทัพบกก็ไม่สามารถหากำลังพล และยุทโธปกรณ์ได้เพียงพอเพื่อทำการปกป้องดินแดนที่ยึดได้ใหม่ ในที่สุดจึงถูกกองกำลังพันธมิตรที่มีสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ก็ได้ตีโต้กลับไปจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด

ญี่ปุ่นแพ้สงคราม

อดีตจักรวรรดิญี่ปุ่น การปกครอง

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 เป็นวันปิดฉากสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนหน้านั้น เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1945 กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นไม่สามารถดำเนินปฏิบัติการ และการบุกครองญี่ปุ่นของฝ่ายสัมพันธมิตรใกล้เข้ามา และผู้นำขิงญี่ปุ่น แม้ว่าจะแถลงต่อสาธารณะแสดงเจตนาว่าทางฝ่ายญี่ปุ่นจะต่อสู้ต่อไปจนจบ แต่ร้องขออย่างลับ ๆ ให้สหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นกลางในขณะนั้น เข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพบนเงื่อนไขที่ญี่ปุ่นได้ประโยชน์ ในขณะเดียวกัน สหภาพโซเวียตเตรียมพร้อมโจมตีญี่ปุ่น ตามคำมั่นต่อสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรที่ให้ไว้ในการประชุมเตหะราน และยอลตา

และเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สหรัฐอเมริกาก็ได้ทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มนครฮิโระชิมะ ในช่วงเย็นวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สหภาพโซเวียตก็ได้ประกาศสงครามต่อญี่ปุ่น อันเป็นไปตามความตกลงยอลตา แต่ทว่ากลับเป็นการละเมิดสนธิสัญญาความเป็นกลางโซเวียต–ญี่ปุ่น

และไม่นานหลังจากเที่ยงคืนวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สหภาพโซเวียตบุกครองรัฐหุ่นเชิดแมนจูกัวของจักรวรรดิญี่ปุ่น ในวันเดียวกัน สหรัฐอเมริกาก้ได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองถล่มนครนะงะซะกิ จากเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นทั้ง 2 เหตุการณ์นี้สร้างความตระหนกให้กับญี่ปุ่น และมีส่วนทำให้สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะทรงเข้าแทรกแซง และบัญชาให้ผู้นำบิ๊กซิกส์ยอมรับเงื่อนไขยุติสงครามตามที่ฝ่ายสัมพันธมิตรตั้งไว้ในแถลงการณ์พอตสดัม หลังการเจรจาหลังฉากหลายวัน และรัฐประหารที่ล้มเหลว

ทั้งนี้ทางด้านของ สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะจึงพระราชทานพระราชดำรัสทางวิทยุที่บันทึกไว้แพร่สัญญาณทั่วจักรวรรดิเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม  โดยพระองค์ทรงประกาศว่าญี่ปุ่นยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร

อดีต จักรวรรดิ ญี่ปุ่น ระบอบ เผด็จการ

และในวันที่ 28 สิงหาคม การยึดครองญี่ปุ่นโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรก็เริ่มขึ้น พิธียอมจำนนจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน บนเรือรบยูเอสเอส มิสซูรี (BB-63) ของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งบรรดาข้าราชการจากรัฐบาลญี่ปุ่นลงนามตราสารยอมจำนนของญี่ปุ่น พร้อมกับการยุติความเป็นศัตรูกันในสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งพลเรือน และทหารฝ่ายสัมพันธมิตรล้วนเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะเหนือญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดี ทหารและกำลังพลบางส่วนที่ถูกโดดเดี่ยวของจักรวรรดิญี่ปุ่น ปฏิเสธที่จะยอมจำนนเป็นเวลาหลายเดือนและหลายปีหลังจากนั้น บางคนปฏิเสธจนกระทั่งคริสต์ทศวรรษ 1970 บทบาทของการทิ้งระเบิดปรมาณูในการยอมจำนนของญี่ปุ่น และสถานะสงครามระหว่างญี่ปุ่น และฝ่ายสัมพันธมิตรยุติลงอย่างเป็นทางการ เมื่อสนธิสัญญาซานฟรานซิสโกมีผลใช้บังคับใช้ ณ วันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1952 และอีกสี่ปีให้หลัง ก่อนที่ญี่ปุ่น และสหภาพโซเวียตจะลงนามแถลงการณ์ร่วมโซเวียต–ญี่ปุ่น ค.ศ. 1956 ซึ่งถือว่านี่เป็นการยุติสถานะสงครามระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการ