ปัญหา และปม ความขัดแย้งภายในพม่า

การแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อยในพม่า

ความขัดแย้งภายในพม่า ถือเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศพม่าปัจจุบัน ซึ่งปมความขัดแย้งภายในพม่ามีมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษใน พ.ศ. 2491 รัฐบาลกลางหลายชุดต่อกันมาได้สู้รบ กับกบฏเชื้อชาติ และการเมืองที่ไม่จบสิ้น ซึ่งหนึ่งในการก่อการกำเริบช่วงแรก ๆ เป็นพวกนิยมซ้าย “หลายสี” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า และโดยสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU)

ความขัดแย้งภายในพม่า

โดยกบฏเชื้อชาติอื่นปะทุขึ้นเฉพาะช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1960 หลังจากที่ทางรัฐบาลกลางปฏิเสธรัฐบาลแบบสหพันธ์ อย่างไรก็ดี นับแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา การก่อการกำเริบด้วยอาวุธที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองค่อย ๆ หมดไปเป็นส่วนใหญ่ แต่ทว่าการก่อการกำเริบด้านเชื้อชาติยังคงอยู่ และอยู่อย่างดี

สำหรับการก่อการกำเริบเหล่านี้ได้รับการสนับสนุน หรือว่าถูกใช้โดยต่างชาติ ทำให้การปิดประเทศทรุดหนัก ความสงสัยและความกังวลในในหมู่ชาวพม่าทั้งชนกลุ่มน้อยในประเทศ และต่างประเทศ ชาวอังกฤษบางกลุ่มสนับสนุนกะเหรี่ยง ปากีสถานตะวันออก (บังกลาเทศปัจจุบัน) พร้อมกับหนุนหลังมุสลิมโรฮีนจาตามแนวชายแดนกับการหนุนหลังของตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ชาวอินเดียกล่าวกันว่าข้องเกี่ยวกับกะฉิ่น และกะเหรี่ยง จีนได้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (ภายหลังคือ พวกว้า) กบฏนาก และกะฉิ่น สหรัฐอเมริกาสนับสนุนก๊กมินตั๋ง และประเทศไทยสนับสนุนกลุ่มกบฏหลายกลุ่ม โดยเป็นการสร้างรัฐหรือพื้นที่กันชน ก่อนการหยุดยิง กองทัพที่มีชาวพม่าเป็นส่วนใหญ่ที่ได้ดำเนินการทัพในฤดูแล้งทุกปีแต่คว้าน้ำเหลว พวกกบฏจะกลับมาทุกครั้งเมื่อกองทัพถอนกำลังกลับไป

ปัญหา ความ ขัดแย้ง ชาติพันธุ์

รัฐบาลกลางที่พม่าครอบงำ (พลเรือนหรือคล้ายทหาร) ไม่สามารถบรรลุความตกลงทางการเมืองได้แม้เป้าหมายของการก่อการกำเริบทางเชื้อชาติสำคัญส่วนมาก (รวมทั้ง KNU) คือ การปกครองตนเองมิใช่การแยกตัวเป็นเอกราช ปัจจุบัน รัฐบาลได้ลงนามความตกลงหยุดยิงอย่างอึดอัดกับกลุ่มก่อการกำเริบส่วนใหญ่ แต่กองทัพยังไม่ได้รับความเชื่อใจจากประชากรท้องถิ่น กองทัพถูกกล่าวหาอย่างกว้างขวางว่าปฏิบัติต่อประชากรท้องถิ่นอย่างเลวร้ายแต่ไม่ถูกลงโทษ และถูกมองว่าเป็นกองกำลังยึดครองในภูมิภาคเชื้อชาติต่าง ๆ

และในปัจจุบันนี้ ความขัดแย้งนั้นเป็นไปเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารซึ่งปกครองประเทศตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ถึงปี พ.ศ. 2554 ความขัดแย้งนี้เป็นสงครามที่กำลังดำเนินอยู่เก่าแก่ที่สุดในโลก และความขัดแย้งนี้ยังได้รับความสนใจจากนานาชาติอันเป็นผลจากการก่อการกำเริบ 8888 ใน พ.ศ. 2531

นอกจากนี้ความขัดแย้งและความรุนแรงเริ่มจะทวีคูณขึ้น เมื่อนางออง ซาน ซูจีออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในปลาย พ.ศ. 2550 และความเสียหายอันเกิดขึ้นจากพายุไซโคลนนาร์กิส ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 80,000 คน และผู้สูญหายอีก 50,000 คน ในกลาง พ.ศ. 2551

นอกจากนี้ ความขัดแย้งภายในพม่า ยังไม่ใช่แค่การประท้วงเท่านั้น เพราะว่าชาวพม่าเองก็ยังมีปัญหาความขัดแย้งกับชาวกะเหรี่ยงอีกด้วย ซึ่งปัญหาความขัดแย้งระหว่างพม่ากับกะเหรี่ยงนั้นมีความน่าสนใจ เพราะมีหลายปมเหตุให้ติดตาม ส่วนปัญหาความขัดแย้งนี้ยังสืบเนื่องและกินระยะเวลาที่ยาวนาน

ความขัดแย้งภายในพม่า และกะเหรี่ยง

กลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า ได้แก่

ความขัดแย้งระหว่างพม่ากับกะเหรี่ยง เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 – ปัจจุบัน ซึ่งความขัดแย้งระหว่างพม่ากับกะเหรี่ยงเป็นการขัดกันด้วยอาวุธในพม่า ซึ่งถือว่าเป็นสงครามกลางเมืองที่ยาวนานที่สุดในโลก ทั้งนี้ขบวนการชาตินิยมกะเหรี่ยงได้ต่อสู้เพื่อสิทธิในการปกครองตนเอง หรือเอกราชจากพม่า

นอกจากนี้ชาวกะเหรี่ยงได้ต่อสู้เพื่อให้รัฐกะเหรี่ยงเป็นเอกราชตั้งแต่ พ.ศ. 2492 ในชื่อภาษากะเหรี่ยงว่ากอทูเลย ในความขัดแย้งนานกว่าหกสิบปี มีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย โดยกลุ่มที่มีบทบาทมากที่สุดก็คือสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง  ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรทางการเมือง และมีกองกำลังติดอาวุธคือกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยงที่ต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่ามายาวนาน

กะเหรี่ยง เป็นใคร?

ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ โรฮิงญา

ชาวกะเหรี่ยง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประชากรราว 5 – 7 ล้านคน มีภาษาพูดที่เป็นสำเนียงต่าง ๆ มากถึงราว 20 สำเนียง โดยกลุ่มที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คือ กะเหรี่ยงสะกอ และกะเหรี่ยงโปว์ กะเหรี่ยงกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ กะยาห์ บเว กะยิน เบร ปะโอ เป็นต้น ส่วนภาษากะเหรี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภาษาทิเบต-พม่า และตระกูลภาษาจีน-ทิเบต

ชาวกะเหรี่ยงเดินทางมาถึงดินแดนที่เป็นประเทศพม่าในปัจจุบันเมื่อราวปี พ.ศ. 43 จากข้อมูลเชื่อว่าชาวกะเหรี่ยงเดินทางมาจากบริเวณมองโกเลีย และลงใต้มายังบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง อิรวดี และสาละวิน คำว่ากะเหรี่ยงนั้นเป็นคำที่ชาวไตและชาวพม่าใช้เรียก ซึ่งหมายถึงคนที่อยู่ตามภูเขา และป่า แต่พวกเขาไม่เคยเรียกตัวเองว่ากะเหรี่ยงเลย

ชาวกะเหรี่ยงไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ทว่าชาวกะเหรี่ยงต่างกลุ่มไม่ได้มีประวัติศาสตร์ร่วมกันภายในราชอาณาจักรก่อนที่พม่าจะก่อตั้งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ชาวกะเหรี่ยงบางคนทำหน้าที่เป็นเสนาบดีภายในราชอาณาจักรอื่น ๆ อย่างเช่น ราชอาณาจักรหงสาวดี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ชาวกะเหรี่ยงอื่น ๆ อยู่ในป่าตามแนวชายแดนไทย ชาวกะเหรี่ยง 20% เป็นชาวคริสต์ ในขณะที่อีก 75% เป็นชาวพุทธ

นอกจากนี้ยังมีชาวกะเหรี่ยงกลุ่มเล็ก ๆ ที่นับถือผีอยู่ในพื้นที่ที่ราบลุ่มแม่น้ำ และมีกลุ่มเล็ก ๆ เรียกกะเหรี่ยงดำเป็นมุสลิม  กะเหรี่ยงโปว์คิดเป็น 80% ของประชากรกะเหรี่ยงทั้งหมด และยังเป็นชาวพุทธเป็นส่วนใหญ่ ผู้พูดภาษากะเหรี่ยงโปว์อยู่ในที่ราบตอนกลาง และอาศัยอยู่ทางตอนล่างของพม่า และมีระบบสังคมคล้ายชาวมอญ ทำให้บางครั้งเรียกกะเหรี่ยงมอญ (Talaing Kayin) ส่วนกะเหรี่ยงสะกอ ก็ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีระบบสังคมคล้ายชาวพม่า บางครั้งเรียกกะเหรี่ยงพม่า (Bama Kayin)

ซึ่งกลุ่มนี้ถูกผลักดันให้มาอยู่ตามแนวชายแดนไทย ชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในเทือกเขาดอว์นา และตะนาวศรีในพม่าตะวันออก ซึ่งพวกเขาได้พัฒนาสังคม และประวัติศาสตร์เป็นของตนเอง ในปัจจุบันมีชาวกะเหรี่ยงอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดีราว 3 ล้านคน อีกทั้งยังมีวิถีชีวิตเป็นชาวนา ชุมชนชาวกะเหรี่ยงมีความแตกต่างกันทั้งทางศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์

ยุคอาณานิคม

สาเหตุ ปัญหา ชน กลุ่ม น้อย

ปมเหตุของความขัดแย้งระหว่างกะเหรี่ยงและพม่า มีสาเหตุมาจากยุคที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ เองจากในปีพุทธศตวรรษที่ 24 เผ่ากะเหรี่ยงที่อยู่ตามหุบเขาได้หันมานับถือศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมาก โดยการเผยแผ่ศาสนาของมิชชันนารีชาวอเมริกัน

ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ได้รับราชการในกองทัพอังกฤษระหว่างสงครามพม่า-อังกฤษ การที่กะเหรี่ยงสะกอหันมานับถือศาสนาคริสต์ ทำให้พวกเขามีความก้าวขึ้นมามีสถานะสูงในสังคมพม่าได้ กะเหรี่ยงคริสต์จงรักภักดีต่ออังกฤษ การศึกษาแบบศาสนาคริสต์ได้สอนภาษาอังกฤษ ทำให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบอาณานิคม และในขณะที่ชาวพม่าไม่ได้รับราชการทหาร และไม่ได้เข้าร่วมในระบอบอาณานิคม

การเปลี่ยนเป็นชาวคริสต์ของชาวกะเหรี่ยง

ความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลพม่า

มิชชันนารี ชาวสหรัฐคนแรกที่เดินทางมาถึงพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2356 ชาวกะเหรี่ยงคนแรกเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์เมื่อ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2371 มิชชันนารีนิกายแบปติสต์พบว่าชาวกะเหรี่ยงสะกอได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ได้ง่ายกว่ากะเหรี่ยงโปว์ เพราะว่าชาวกะเหรี่ยงโปว์ส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธก่อนที่มิชชันนารีจะเข้ามาในพม่า

และการเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ของชาวกะเหรี่ยงสะกอนั้นมีส่วน ทำให้พวกเขาต่างจากกะเหรี่ยงโปว์และชาวพม่าที่เป็นชาวพุทธ มิชชันนารีได้เรียนภาษากะเหรี่ยง และยังได้พัฒนาการเขียนภาษากะเหรี่ยงด้วยอักษรพม่า ดร.โจนาธาน วาเด ได้สร้างพจนานุกรม และเขียนกฎไวยากรณ์ของทั้งภาษากะเหรี่ยงสะกอ และภาษากะเหรี่ยงโปว์

ในช่วงปี พ.ศ. 2398 ดร.ฟรานซิส มาซอน ได้ตีพิมพ์ไบเบิลเป็นภาษากะเหรี่ยงสะกอ ส่วนไบเบิลภาษากะเหรี่ยงโปว์ถูกตีพิมพ์โดย ดี แอล ไบรตัน ในช่วงปี พ.ศ. 2403–2433 ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ในช่วง พ.ศ. 2418 ได้จัดตั้งวิทยาลัยแบปติสต์ในย่างกุ้ง ต่อมาโรงเรียนนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อวิทยาลัยกะเหรี่ยง เพราะว่าเป็นที่ที่ชาวกะเหรี่ยงคริสต์มาเรียนภาษาอังกฤษ ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มที่ผ่านการศึกษาเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ การศึกษา และสถานะทางสังคมได้

การแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อยในพม่า

มิชชันนารี พยายามอธิบายจุดกำเนิดของชาวกะเหรี่ยง และการพัฒนาภาษาเขียนของภาษากะเหรี่ยงทำให้มีการเรียนรู้ เกิดวรรณกรรม และวารสารที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาขึ้น ใน พ.ศ. 2385 มิชชันนารีแบบติสต์ยังได้ตีพิมพ์นิตยสารภาษากะเหรี่ยงสะกอชื่อวาทูกอ (ดวงตายามเช้า) ที่ตีพิมพ์มาตลอดจนถูกเนวินยึดกิจการใน พ.ศ. 2505 สิ่งนี้ทำให้เกิดชาตินิยมกะเหรี่ยงขึ้น

ชาวกะเหรี่ยงในแถบภูเขาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ไม่เคยพัฒนาอาณาจักรของตนเอง และไม่เคยมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การติดต่อสือสารกับอังกฤษจึงเป็นโอกาสในการปรับปรุงชีวิตของตน โดยการปกครองของพม่าในช่วงก่อนเป็นอาณานิคม ได้ผลักให้ชาวกะเหรี่ยงเข้าหาอังกฤษมากขึ้น

และในช่วงที่อังกฤษยังไม่ได้ยึดครองดินแดนพม่าทั้งหมด ชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในดินแดนของพม่าไม่ได้รับการศึกษา ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ได้หนีมายังเขตที่อังกฤษปกครอง และช่วยให้อังกฤษยึดครองพม่าได้สำเร็จ การที่รู้ภาษาอังกฤษและได้รับการศึกษาแบบคริสต์ทำให้ชาวกะเหรี่ยงสะกอก้าวหน้ากว่าชาวกะเหรี่ยงกลุ่มอื่น ๆ ที่เป็นกะเหรี่ยงพุทธ

และความใกล้ชิดกับชาวอังกฤษนี้ก็ทำให้กะเหรี่ยงสะกอเป็นกลุ่มแรกที่เกิดความคิดเกี่ยวกับความเป็นชาติกะเหรี่ยง และเป็นกลุ่มแรกที่สร้างองค์กรทางการเมืองของกะเหรี่ยง และที่สำคัญยังเป็นกลุ่มที่เด่นในบรรดาขบวนการของชาวกะเหรี่ยงทั้งหมด

 องค์กรทางการเมืองของชาวกะเหรี่ยง

ปัญหา ความ ขัดแย้ง ชาติพันธุ์

กะเหรี่ยง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์แรกในพม่าที่เริ่มต้นจัดตั้งองค์กรทางการเมือง ใน พ.ศ. 2383 ได้ตั้งองค์กรกะเหรี่ยงแบบติสต์ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรทางศาสนา องค์กรทางการเมืองแห่งแรก ซึ่งถูกจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2424 ในชื่อของ “สมาคมแห่งชาติกะเหรี่ยง” ซึ่งการจัดตั้งองค์กรนี้มีเป้าหมายในการเป็นตัวแทนของกะเหรี่ยงทั้งหมด ซึ่งไม่ว่าจะในด้านศาสนา ภาษา หรือที่อยู่อาศัย

สมาชิกของสมาคมแห่งชาติกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ เป็นชาวกะเหรี่ยงคริสต์ กลุ่มของกะเหรี่ยงพุทธเองก็ได้มีการจัดตั้งสมาคมแห่งชาติกะเหรี่ยงพุทธจัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2482 ทั้งนี้ สมาคมของกะเหรี่ยงคริสต์ยังมีความใกล้ชิดกับอังกฤษ ส่วนสมาคมของกะเหรี่ยงพุทธมีความใกล้ชิดกับพม่า ทั้งนี้ สมาคมของกะเหรี่ยงคริสต์ได้ช่วยอังกฤษรบในสงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2429 ด้วย ชาวพุทธกะเหรี่ยงโปว์ปฏิเสธความพยายามของกะเหรี่ยงคริสต์ในการเป็นตัวแทนองค์กรทางการเมือง

นอกจากนี้ สมาคมแห่งชาติกะเหรี่ยงเป็นองค์กรทางการเมืองที่สำคัญในสมัยอาณานิคม ในช่วงราวๆ ปี พ.ศ. 2463 ขบวนการชาตินิยมกะเหรี่ยง และขบวนการชาตินิยมพม่า ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงเวลาเดียวกัน ดร. ซาน ซี โป ทนายความชาวกะเหรี่ยงที่สำเร็จการศึกษาจากตะวันตก และยังจัดว่าเป็นชาวกะเหรี่ยง เป็นคนแรกที่ประกาศในที่สาธารณะว่าต้องการจัดตั้งรัฐกะเหรี่ยงใน พ.ศ. 2471 ปี

และในปีเดียวกันสมาชิกสมาคมแห่งชาติกะเหรี่ยง ซอทาอายจี ก็ได้เขียนเกี่ยวกับสัญลักษณ์แห่งชาติกะเหรี่ยง ในปี พ.ศ. 2480 ได้ออกแบบธงกะเหรี่ยง ชาวกะเหรี่ยง ถือว่าตนเองเป็นกลุ่มแรกที่ตั้งหลักแหล่งในพม่า โดยสมาคมแห่งชาติกะเหรี่ยงได้พัฒนามาเป็นสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 หนึ่งปีก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราชจากอังกฤษ และได้จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้น สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงทำหน้าที่เป็นรัฐบาลมาครึ่งศตวรรษในพื้นที่ ที่เป็นรัฐของชาวกะเหรี่ยง

อย่างไรก็ตามชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ไม่ได้สนับสนุนความขัดแย้งทางทหาร และไม่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธ กับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง และที่สำคัญสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงสามารถครอบครองพื้นที่ที่ชาวกะเหรี่ยงเป็นชนส่วนใหญ่ได้น้อย จึงทำให้กลายเป็นปัญหาหลักในการรวมชาติกะเหรี่ยง

การยึดครองของญี่ปุ่น

กลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า

การรุกรานพม่าของญี่ปุ่นในช่วงปี พ.ศ. 2485 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการครองอำนาจของชาวพม่า ญี่ปุ่นได้จัดตั้งกองทัพเอกราชพม่าเพื่อช่วยในการควบคุมประเทศ ซึ่งถือว่านี่เป็นครั้งแรกที่เป็นการสร้างกองทัพของชาวพม่า โดยกองทัพนี้ไม่มีชนกลุ่มน้อยที่มีความเกี่ยวข้องกับอังกฤษอยู่ด้วย ทั้งนี้กองพลกะเหรี่ยงกองพลแรกจัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2486

ชาวกะเหรี่ยงคริสต์ส่วนใหญ่ยังคงจงรักภักดีต่ออังกฤษ แม้ว่าจะเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามายึดครอง แต่กองทัพต่อต้านของชาวกะเหรี่ยงได้จัดตั้งขึ้นในเขตเทือกเขาทางตะวันออกของพม่า ในปี พ.ศ. 2488 มีทหารกะเหรี่ยงถึง 12,000 คน กองทัพนี้ถูกฝึกเพื่อให้สู้รบกับกองทัพญี่ปุ่น และชาวพม่าที่เข้าร่วมกับญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้ลงโทษชาวกะเหรี่ยงอย่างรุนแรง

ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2487 กองทัพกะเหรี่ยงมีบทบาทสำคัญในการรบชนะญี่ปุ่นที่ตองอู นอกจากนั้นยังสามารถต่อต้านญี่ปุ่นที่เทือกเขาดอว์นาได้เป็นเวลานาน นอกจากนี้เหตุการณ์สำคัญระหว่างสงครามคือการสังหารชาวกะเหรี่ยงโดยกองทัพเอกราชพม่าใน พ.ศ. 2485 กองทัพทำลายหมู่บ้าน 400 แห่ง และเหตุการณ์ที่เกดขึ้นนี้คาดว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 1,800 คน เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างเชื้อชาติกะเหรี่ยง และเชื้อชาติพม่า ที่อองซานพยายามเข้ามาไกล่เกลี่ย

การกลับมาของรัฐอาณานิคม

สาเหตุ ปัญหา ชน กลุ่ม น้อย

หลังจากที่ญี่ปุ่นต้องพ่ายแพ้ และอังกฤษกลับมาฟื้นฟูระบอบอาณานิคมในพม่าใหม่ แต่ระบบการปกครองในพม่าถูกทำลาย และมีเพียงเจ้าที่ดินในท้องถิ่นมีอำนาจ และมีกลุ่มติดอาวุธจำนวนมาก ทั้งนี้กองทัพเอกราชพม่าของอองซานอยู่ในฐานะกลุ่มที่เข้มแข็งที่สุด

และในสภาพดังกล่าว ลอร์ดเมาท์แบตเทิร์นได้เสนอให้สร้างกองทัพขึ้นมาสองกลุ่มคือ กองทัพของชาวพม่า และของกลุ่มที่ไม่ใช่ชาวพม่า ซึ่งถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษ กองทัพดังกล่าวนั้นตั้งขึ้นเมื่อกลางปี พ.ศ. 2488 ประกอบด้วยกองพลทหารพม่า 4 กอง กำลังทหารกะเหรี่ยง 2 กอง ทหารกะฉิ่น 2 กอง และทหารฉิ่น 2 กอง ความต้องการของอองซานที่ต้องการให้คงหน่วยทหารของเขาร่วมกับกองทัพใหม่ที่ได้รับการยืนยันในการประชุมแคนดีเมื่อ 6-7 กันยายน พ.ศ. 2488 ที่ศรีลังกา

เจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษยังคงใช้นโยบายในการสร้างหน่วยทางการเมืองหลังยุคอาณานิคม 2 หน่วย ในเขตการปกครองพม่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของนายพลอองซาน และกองทัพของเขาที่สนับสนุนด้วยขบวนการเสรีชนต่อต้านฟาสต์ซิสต์ได้เพิ่มขึ้น ชาวกะเหรี่ยง และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ กลัวที่จะต้องถูกบีบให้อยู่ในรัฐที่มีชาวพม่าเป็นชนกลุ่มใหญ่

และในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 ผู้นำชาวกะเหรี่ยง ซอบาอูจี และซิดนีย์ ลูนี ก้ได้เสนอให้อังกฤษตั้งรัฐใหม่เรียกกะเรนิสถาน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2488 ชาวกะเหรี่ยงได้เสนอจะจัดตั้งสหรัฐกะเหรี่ยงชายแดน แต่รัฐบาลอังกฤษไม่ได้สนใจมากนัก เพราะอาจว่าการเรียกร้องนี้อาจจะทำให้มีข้อเรียกร้องแบบเดียวกันจากชาวกะฉิ่น ฉิ่น และไทใหญ่ได้

ความขัดแย้งในพม่า โรฮิงญา

อย่างไรก็ตามทางดานของ อองซานพยายามจะรวมชนกลุ่มน้อยทั้งหมดเข้าในประเทศพม่าในอนาคต และในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 อองซานได้ลงนามในความตกลงเวียงปางหลวง กับตัวแทนชาวไทใหญ่ ฉิ่น และกะฉิ่น แต่ไม่มีตัวแทนจากกะเหรี่ยง และหนึ่งวันก่อนการลงนามในความตกลงเวียงปางหลวง องค์กรของชาวกะเหรี่ยงก็ได้รวมตัวเป็นสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง และทำการคว่ำบาตรการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ซึ่งนั่นก็มีส่วนทำให้ไม่มีเสียงของชาวกะเหรี่ยงเข้าไปร่วมโต้แย้ง รัฐธรรมนูญใหม่ของพม่าในปี พ.ศ. 2490 ไม่สามารถแก้ปัญหาของชาวกะเหรี่ยงได้ ในวันที่ 17 กรกฎาคม ผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงในเมืองย่างกุ้งสั่งให้จัดตั้งองค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง และจัดตั้งการดำเนินงานใต้ดิน ต่อมาในเดือนตุลาคม  รัฐบาลของสันนิบาตเสรีชนฯ เสนอให้สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงจัดตั้งรัฐกะเหรี่ยง แต่ทว่าสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงปฏิเสธเพราะต้องการควบคุมดินแดนมากกว่าในข้อเสนอ

ทั้งนี้ อังกฤษเกรงจะเสียการควบคุมกองทัพของชาวพม่า และยังเห็นกะเหรี่ยงเป็นกุญแจสำคัญ โดยผลักดันให้ทหารกะเหรี่ยงเข้ามามีบทบาทในกองทัพ สมิท ดุนเป็นนายพล ซอซีโซ รวมถึงควบคุมกองทัพอากาศ และหัวหน้าหน่วยที่สำคัญเป็นชาวกะเหรี่ยง

พม่าหลังได้รับเอกราช

สาเหตุปัญหาชนกลุ่มน้อย

เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่ทว่าโครงสร้างของรัฐยังคงอ่อนแอ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491 ชาวกะเหรี่ยงราวๆ 400,000 คน ได้ประท้วงโดยสงบเพื่อแสดงความสามัคคีในการจัดตั้งรัฐกะเหรี่ยง

สามเดือนหลังจากพม่าได้รับเอกราช พรรคคอมมิวนิสต์พม่าได้เริ่มก่อการกบฏด้วยอาวุธ และกลุ่มกะเหรี่ยงที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนก็ได้เริ่มการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราช จากสมาชิกขององค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยงเคยเป็นทหารในกองทัพต่อต้านญี่ปุ่น และพม่ามาก่อน ซึ่งองค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง และรัฐบาลของสันนิบาตเสรีภาพประชาชนฯ ทำให้ความร่วมมือของชาวกะเหรี่ยงลดลง และความตึงเครียดเก่าๆ ระหว่างชาวกะเหรี่ยง และพม่าก็เกิดขึ้นอีก

นอกจากนี้ การสู้รบระหว่างทหารกะเหรี่ยง และพม่าก็ได้เกิดขึ้นในต้นปี พ.ศ. 2491 และในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2491 รัฐบาลสันนิบาตเสรีภาพฯ พยายามเจรจาต่อรองกับกลุ่มกบฏคอมมิวนิสต์ และเปิดทางให้กลุ่มคอมมิวนิสต์เข้าร่วมในการเมืองระดับชาติ

และในขณะที่กองทัพกะเหรี่ยงประกาศว่าข้อเรียกร้องนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะร่วมมือกับรัฐบาลนี้ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2491 ได้มีการประชุมเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่กองทัพกะเหรี่ยงเติบโตขึ้น และเพื่อหยุดการก่อกบฏของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ก็มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นน้อยระหว่างกะเหรี่ยง และพม่าเพราะทั้งสองฝ่ายต่างต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2491 ก็เกิดความขัดแย้งระหว่างทหารพม่าและทหารกะเหรี่ยงอย่างรุนแรง

ปัญหาชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย

ซึ่งในเวลานั้นองค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยงได้ควบคุมพื้นที่ในเขตชนบทไว้ได้มาก และในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2491 กองทัพกะเหรี่ยงบุกเข้าทวันเตใกล้ย่างกุ้ง และบุกยึดท่าตอน และไจคะมีในอีกสัปดาห์ต่อมา ในวันที่ 30 สิงหาคม องค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยงเข้ายึดมะละแหม่ง

ในปี พ.ศ. 2491 มีความรุนแรงเกิดขึ้นมากในพม่า ชนกลุ่มน้อยแต่ละกลุ่มต่างมีกำลังทหารเป็นของตนเอง และพยายามเพิ่มพื้นที่ปกครองโดยใช้ความรุนแรง ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มฝ่ายขวา และนิยมตะวันตกได้แก่กองทัพกะเหรี่ยง องค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง กองโจรสันติภาพกะเหรี่ยง เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังสหภาพส่วนใหญ่ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นฝ่ายซ้ายและต่อต้านอังกฤษ ได้แก่ รัฐบาลสันนิบาตเสรีภาพฯ

นอกจากนี้ทหารพม่าบางส่วนในกองทัพพม่า ชิตวุนดัน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งขึ้นโดยอูนุเพื่อต่อต้านกองทัพกะเหรี่ยงและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นิยมฝ่ายขวา กองกำลังท้องถิ่นระดับหมู่บ้านปฏิเสธคอมมิวนิสต์ และฝ่ายขวา ในช่วงสี่เดือนสุดท้ายของ พ.ศ. 2491 ก็เกิดความรุนแรงขึ้นทั่วพม่า

โดยเจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษบางส่วนที่อยู่ในพม่าตะวันออก สนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอกราชของพม่า และยังมีคนหนึ่งถูกจับกุมในย่างกุ้งเมื่อ 18 กันยายน ในวันที่ 19 กันยายน ติน ตุต ผู้นำฝ่ายขวากลับถูกลอบสังหารในย่างกุ้ง นายพล สมิท ดุนได้พยายามเข้ามาเป็นตัวกลางระหว่างองค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง กับรัฐบาลสันนิบาตเสรีภาพฯ

ต่อมาในช่วงเดือนพฤศจิกายน แต่สื่อในพม่าเห็นว่าเป็นการต่อต้านสหภาพ ความตึงเครียดนี้จึงทำให้เกิดเหตุรุนแรงในเดือนธันวาคม กลุ่มชิตวุนดันได้ขว้างระเบิดใส่โบสถ์คริสต์ในปะลอว์ สังหารชาวกะเหรี่ยงคริสต์กว่า 80 คน ในสัปดาห์ต่อมากลุ่มชิตวุนดันได้สังหารชาวกะเหรี่ยงไป 100 คน

การปะทุของ ความขัดแย้งภายในพม่า พ.ศ. 2492

สงคราม ชน กลุ่ม น้อย ใน พม่า

รัฐบาลของสันนิบาตเสรีภาพฯ ได้อาศัยกองกำลังชาวกะเหรี่ยง กะฉิ่น และฉิ่น เข้าการควบคุมการก่อความไม่สงบในพม่าหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กองทหารกะเหรี่ยงยังคงต่อสู้กับรัฐบาลพม่าจนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2491 ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2491 อูนุ และผู้นำกะเหรี่ยง ซอว์ บา อู จี ได้สำรวจบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี เพื่อเป็นการหาทางป้องกันความรุนแรงจากกองกำลังคอมมิวนิสต์ แต่หลังจากนั้นก็ได้เกิดความตึงเครียดระหว่างชาวกะเหรี่ยงและพม่าขึ้นเป็นทวีคูณ

องค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง ได้บุกเข้าสยึดเมืองอินเส่ง และปืดล้อมเมือง ซึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงนี้ทำให้ชาวพม่าในเมืองนั้นต้องตั้งกองกำลังติดอาวุธของตนเอง ซึ่งการเผชิญหน้าระหว่างชาวพม่า และชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ใกล้กันได้แพร่กระจายออกไปทั้งเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี

ต่อมาในช่วงกลางเดือนมกราคม ชาวกะเหรี่ยง 150 คนถูกฆ่าในไตก์กจี และกองทัพองค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยงที่ไม่ได้ถูกควบคุมจากส่วนกลางเข้าโจมตีชาวพม่า

นายพลมิน หม่อง ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงก็ถูกร้องขอให้ทำลายหน่วยที่นำโดยซอว์ บา อูจี ผู้นำสหภาพกะเหรี่ยง ในวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2492 นายพลมิน หม่อง บุกเข้ายึดเมืองตองอู และกลุ่มทหารกะเหรี่ยงอื่นๆ เข้ายึดเมืองปยู ในวันที่ 30 มกราคม รัฐบาลพม่า พร้อมทั้งยังประกาศให้องค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยงเป็นองค์กรนอกกฎหมาย อูนุประกาศปลดทหารในกองทัพที่เป็นชาวกะเหรี่ยงออกทั้งหมด

นายพลสมิท ดุนถูกปลด และได้ตั้งนายพลเนวินขึ้นมาแทน ทหารที่เป็นชาวกะเหรี่ยงนั้นถ้าเข้าร่วมกับกลุ่มกบฏจะถูกส่งตัวเข้าค่าย และยังสั่งทหารเข้ายึดเมืองอินเส่งคืนเมื่อ 31 มกราคม พ.ศ. 2492 ส่วนตองอูก็สามารถยึดคืนมาได้ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2492 และยึดเมืองอินเส่งคืนได้สำเร็จในเดือนพฤษภาคม  หลังจากที่สูญเสียอย่างหนักทั้งสองฝ่าย ในวันที่ 14 มิถุนายน ปีเดียวกัน ทางด้านของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงประกาศจัดตั้งรัฐกะเหรี่ยงอิสระหรือกอทูเลย์

ความขัดแย้งตั้งแต่ พ.ศ. 2543

เชื้อชาติ ในพม่า

หลังจากปี พ.ศ. 2533 กองกำลังติดอาวุธชาวกะเหรี่ยงก็แตกออกเป็นหลายกลุ่มๆ และสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงก็อ่อนแอลง ใน พ.ศ. 2547 ได้มีการเจรจาสงบศึกระหว่างโบเมียะ กับนายพลขิ่น ยุ้น แต่ทว่าไม่นานต่อมา ขิ่น ยุ้นถูกขับออกจากรัฐบาล

ใน พ.ศ. 2548 ได้มีการเจรจาสงบศึกกันอีกครั้ง แต่รัฐบาลที่นำโดยตันฉ่วยไม่สนใจการสงบศึกในครั้งนี้ โบเมียะเสียชีวิตใน พ.ศ. 2549 เลขาธิการทั่วไปคนเก่าของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ปะโดะห์ มัญ ชาละห์พัน ได้เข้าทำงานแทนที่โบเมียะ แต่กลับถูกลอบสังหารเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 นายพลทินหม่อง ได้นำกำลังพล KNLA ส่วนหนึ่งแยกออกไป กลุ่มนี้เรียกตนเองว่าสภาสันติภาพ KNU-KNLA ในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553 ก็เกิดระเบิดบนรถบัสในรัฐกะเหรี่ยง ตาย 2 คน บาดเจ็บ 11 คน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ก็ได้เกิดการสู้รบหลังการเลือกตั้ง ทำให้มีประชาชนราว 2 หมื่นคนเดินทางข้ามเข้ามาในดินแดนไทย และเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงกับกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตยรวมตัวกันต่อสู้กับกองทัพพม่า

ต่อมาช่วงต้นปี พ.ศ. 2554 สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงเป็นเพียง 1 ใน 7 กองกำลังกะเหรี่ยงติดอาวุธที่ยังต่อสู้กับรัฐบาล การลงนามในสัญญาสงบศึกเกิดขึ้น และเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555 ที่เมืองพะอาน ทำให้การสู้รบในรัฐกะเหรี่ยงสิ้นสุดลง

กะเหรี่ยงที่อยู่นอกความขัดแย้ง

แผนที่ชนกลุ่มน้อยในพม่า

ประชากรระมาณ 75% ของชาวกะเหรี่ยงไม่ได้อาศัยอยู่ภายในรัฐกะเหรี่ยง และมีชาวกะเหรี่ยงอยู่นอกการควบคุมของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ไม่ได้สนับสนุนการต่อสู้ด้วยอาวุธต่อต้านรัฐบาลพม่า เพราะชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่เห็นว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธมีความเสี่ยงสูงหรือไม่เห็นด้วยกับกลวิธีของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง

ในราวๆ พ.ศ. 2533 ได้มีการจัดตั้งเครือข่ายกะเหรี่ยงพัฒนาในลุ่มแม่น้ำอิรวดี ซึ่งองค์กรนี้เป็นองค์กรที่ฝึกชาวกะเหรี่ยงในท้องถิ่นให้มีความเป็นผู้นำ เป็นการเพิ่มทักษะทางการพัฒนาและชุมชน ในบางตำบล ชาวกะเหรี่ยงทั้งหมดพูดภาษาพม่า ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2533 ซึ่งจะมีพรรคการเมืองของชาวกะเหรี่ยงเข้าร่วม 3 พรรค ซึ่งถือว่าใช้วิธีที่แตกต่างกันในการเรียกความสนใจจากชาวกะเหรี่ยง พรรคประชาชนกะเหรี่ยง ที่ถูกตั้งขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 สมาชิกส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยงคริสต์จากย่างกุ้ง และดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี พรรคนี้ได้ 1 ที่นั่งในสภาสูง และ 4 ที่นั่งในรัฐกะเหรี่ยง

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปไตยปะหล่อง-สะวอ เป็นพรรคที่เข้าร่วมในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2553 โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยงพุทธ ได้ 3 ที่นั่งในสภาสูง 2 ที่นั่งในสภาล่าง และ 4 ที่นั่งในรัฐกะเหรี่ยง ช่วงในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553 ได้จัดตั้งพรรคประชาธิปไตย และการพัฒนารัฐกะเหรี่ยง โดยมีความสัมพันธ์กับผู้นำกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย อย่างไรก็ดีทางด้านขององค์กรทางสังคมพลเรือนกลับเป็นองค์กรที่มีบทบาทมากขึ้นในการรวมชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงเข้ากับการเมืองของพม่า