ประวัติศาสตร์เยอรมนี

ประวัติศาสตร์เยอรมนี

ประวัติศาสตร์เยอรมนี  อีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของชาต ที่เริ่มต้นด้วยการต้านทานการยึดครองโดย “ชาวโรมัน”ของชนเจอร์มานิค เมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลาย ชนชาติเยอรมันก็กลายเป็นกลุ่มชนที่ได้ชื่อว่ามีอำนาจในยุโรปเข้าแทนที่ชาวโรมัน จนนำไปสู่การกำเนิดจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (จักรวรรดิที่ 1)

ประวัติศาสตร์เยอรมนี พอสังเขป

ประวัติศาสตร์เยอรมนี

ในสมัยกลาง จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ถูกรักษา และธำรงอยู่กว่าพันปีแต่ก็เป็นเพียงจักรวรรดิที่มองไม่เห็น เพราะว่ารัฐต่าง ๆ ในเยอรมันร้อยกว่ารัฐต่างแยก เป็นอิสระจากพระจักรพรรดิ จนทำให้นโปเลียนยกเลิกจักรวรรดินี้ไปกลายเป็นสมาพันธรัฐเยอรมัน และยังเป็นกลุ่มของรัฐต่าง ๆ จนราชอาณาจักรปรัสเซียสามารถรวมประเทศเยอรมนีได้ โดยการนำของ “บิสมาร์ก” จนกลายเป็นจักรวรรดิเยอรมัน หรือ จักรวรรดิที่ 2

แต่ทว่าด้วยการปฏิวัติล้มระบอบกษัตริย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้เยอรมนีกลายเป็นสาธารณรัฐไวมาร์ แต่ทว่านั่นกลับถูก “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ผู้นำลัทธินาซียึดอำนาจ ได้ปรับเปลี่ยนเป็นระบอบเผด็จการ และแผ่ขยายดินแดนไปทั่วยุโรปในช่วงการทำสงครามโลกครั้งที่สอง หรือ จักรวรรดิที่ 3 แต่ทว่าฝ่ายฮิตเลอร์พ่ายแพ้สงคราม เยอรมนีจึงถูกแบ่งเป็นสองส่วน นั่นก็คือ เยอรมนีตะวันออก และ เยอรมนีตะวันตก จนรวมกันกลายเป็นประเทศเยอรมนีอีกครั้งในปี ค.ศ. 1990

 

ชนชาติเยอรมัน

สรุป การรวมชาติเยอรมัน

ประมาณ 100 ปีก่อน ค.ศ. ชนชาติเยอรมันลงใต้จากสแกนดิเนเวียและแพร่กระจายไปทั่วตั้งแต่แม่น้ำไรน์จนถึงเทือกเขายูรัล และเผชิญหน้ากับการแผ่ขยายของจักรวรรดิโรมัน แม้ชาวโรมันจะพยายามจะพิชิตชาวเยอรมัน ใน ค.ศ. 9 ทัพโรมันพ่ายแพ้ชาวเยอรมันที่ป่าทอยโทบวร์ก (Teutoburg Forest) ทำให้ชาวโรมันเลิกล้มความคิดที่จะรุกรานเยอรมัน และชนชาติเยอรมันก็รุกคืบไปตั้งรกรากตามชายแดนจักรวรรดิโรมัน และแตกออกเป็นหลายเผ่า ที่มีชื่อเสียงคือ วิซิกอธ แวนดัล แฟรงก์ ฯลฯ และเข้ารีตคริสต์ศาสนานิกายอาเรียนิสม์ (Arianism) ซึ่งชาวโรมันไม่ยอมรับ

แต่ในศตวรรษที่ 4 ชาวฮั่นมาจากเอเชียเป็นนักรบบนหลังม้าที่ป่าเถื่อน เข้าบุกเผาทำลายหมู่บ้านและสังหารชาวเยอรมันอย่างโหดเหี้ยม ทำให้เผ่าเยอรมันต่าง ๆ ทนไม่ไหวต้องหลบหนีเข้าไปในจักรวรรดิโรมัน บ้างด้วยสันติวิธีบ้างก็บุกเข้าไป ทำให้จักรวรรดิโรมันอ่อนแอ จนใน ค.ศ. 410 โอโดอาเซอร์ (Odoacer) ผู้นำเผ่าเยอรมันเผ่าหนึ่ง ยึดกรุงโรมและปลดจักรพรรดิโรมันองค์สุดท้ายใน ค.ศ. 476 จักรวรรดิโรมันจึงล่มสลาย

ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ เยอรมัน

และเมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลาย ชาวแฟรงก์ที่ตั้งรกรากในฝรั่งเศสก็เข้าสู่ยุคที่เรืองอำนาจที่สุดในยุโรปภายใต้ราชวงศ์เมโรวิงเจียน ในเยอรมนี ยังมีเผ่าต่าง ๆ ปกครองตนเอง ได้แก่ พวกซูเอบี  พวกธือริงเงน พวกแซกซอน พวกบาวาเรียน และพวกแฟรงก์ ซึ่งจะกลายเป็นชื่อแคว้นต่าง ๆ ในเยอรมนี

แต่ทว่าเผ่าเหล่านี้ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของพวกแฟรงก์ ที่แผ่ขยายอำนาจมาในศตวรรษที่ 5 ถึง 8 โดยเฉพาะการทำสงครามกับพวกแซกซอนของพระเจ้าชาร์เลอมาญ ของชาวแฟรงก์ แห่งราชวงศ์การอแล็งเฌียง ซึ่งมีส่วนทำให้พวกแซกซอนต้องเข้ารีตศาสนาคริสต์ และต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกแฟรงก์

นอกจากนี้ยังมีเผ่าเยอรมันอีกเผ่า คือ พวกลอมบาร์ด  ชนเผ่าที่เข้าบุกอิตาลี ทำให้พระสันตะปาปาทรงร้องขอให้พระเจ้าชาร์เลอมาญทรงช่วยเหลือ พระเจ้าชาร์เลอมาญ ทรงขับไล่พวกลอมบาร์ดได้ และพระองค์ ยังได้รับการสวมมงกุฎจากพระสันตะปาปาเป็นจักรพรรดิโรมัน ในปี ค.ศ. 800 โดยเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จักรวรรดิของพระเจ้าชาร์เลอมาญ จึงถูกแบ่งเป็นสามส่วนตามสนธิสัญญาแวร์ดังใน ค.ศ. 843 จนอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกจะกลายเป็นเยอรมนีในปัจจุบัน

สมาพันธรัฐเยอรมัน

เศรษฐกิจ ประเทศเยอรมัน

คองเกรสแห่งเวียนนา ทำให้แคว้นต่าง ๆ ในจักรวรรดิโรมันเดิม รวมตัวจนกลายเป็นสมาพันธรัฐเยอรมัน (German Confederation) ซึ่งจะมีจักรพรรดิออสเตรียเป็นประมุข มีสภาสมาพันธรัฐ (Federal Assembly) ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ตเป็นสภาหารือ กิจการบ้านเมือง ทางปรัสเซียก็ยังได้รับการฟื้นฟูดินแดนคืน ซึ่งจะมีผลทำให้ออสเตรีย และปรัสเซีย กลายเป็นสองมหาอำนาจที่แผ่อิทธิพลเข้าครอบงำเยอรมนี

แม้ว่าคองเกรสแห่งเวียนนา พยายามบีบให้ยุโรปกลับสู่ระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์สักเพียงใด แต่ก็สายไปแล้ว เพราะว่าด้วยอิทธิพลของฝรั่งเศส และนโปเลียน จึงมีส่วนทำให้แนวความคิดเสรีนิยม  ฝังรากลงไปในเยอรมนี ในปี ค.ศ. 1817 พวกนักศึกษา รวมถึงหัวก้าวหน้าจัดงานเลี้ยงที่เมืองวาร์ตบูร์ก เพื่อเผาทำลายหนังสือที่สนับสนุนระบอบกษัตริย์ ในปี ค.ศ. 1819

ซึ่งนักศึกษาคนหนึ่งสังหารอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพราะว่าตำหนิแนวความคิดเสรีนิยม และชาตินิยม (Nationalism) ของนักเรียน ซึ่งนั่นก็ทำให้เจ้าชายเมตเตอร์นิคทรงออกกฤษฎีกาคาร์ลสบาด เพื่อให้มีการเซนเซอร์หนังสือ และเป็นการควบคุมมหาวิทยาลัยมิให้แนวความคิดปฏิวัติแพร่ไป รวมถึงการลงโทษพวกเสรีนิยมด้วย แต่ทว่าพวกเสรีนิยมต่างเก็บความเคียดแค้นไว้ จนเกิดนักเขียนหลายท่านตามกระแสโรแมนติค ที่มีผลงานปรัชญาต่อต้านระบอบกษัตริย์ หรือเรียกว่า สมัยฟอร์ไมซ์

นอกจากนี้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมเข้าสู่เยอรมนีในที่สุด “สมาพันธรัฐเยอรมัน” ยกเว้น “ออสเตรีย” ทำข้อตกลงการค้าเสรีปลอดภาษีกับรัสเซีย รวมกันจนกลายเป็นเขตเสรีการค้าโชลเฟอเรน (Zollverein)

การปฏิวัติปี ค.ศ. 1848

การปฏิวัติปี ค.ศ. 1848

ต่อมาในปี ค.ศ. 1848 ได้เกิดการปฏิวัติทั่วยุโรป ในเยอรมนีก็เช่นเดียวกัน เรียกว่าการปฏิวัติเดือนมีนาคม (March Revolution) ในแคว้นต่าง ๆ ที่เกิดทั่วเยอรมัน บรรดาเจ้าครองนครต่างเกรงว่าตนจะประสบชะตากรรมเดียวกับพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส จึงยอมจำนนแต่โดยดี

ในขณะที่ปฏิวัติกำลังจะร่างรัฐธรรมนูญที่สภาแฟรงเฟิร์ต และต้องมอบบัลลังก์ให้พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 4 แห่งปรัสเซียไปปกครอง แต่ทรงปฏิเสธ และนั่นก็ทำให้การปฏิวัติล้มเหลวจบลงทันที เจ้าครองแคว้นก็ลุกฮือต่อต้านอีกครั้ง จนทำให้คณะปฏิวัติจึงสลายตัว

 

การรวมประเทศเยอรมนีของปรัสเซีย

การรวมประเทศเยอรมนีของปรัสเซีย

สมาพันธรัฐเยอรมัน ปรัสเซีย เกิดความขัดแย้งกับฝ่ายออสเตรียเรื่องการยึดครองดัชชีรัฐชเลสวิก-โฮลชไตน์  ซึ่งเป็น ดินแดนทางตอนเหนือของเยอรมนีติดกับเดนมาร์ก ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความต้องการดินแดนนั้นมาก เวลาต่อมาได้มีการประชุมกันหารือที่เมืองแฟรงก์เพิร์ตอัมไมน์ ผลที่ได้ก็คือฝ่ายปรัสเซียเป็นฝ่ายผิด เป็น เพราะว่าทางด้านของเอกอัครทูตรัฐต่าง ๆ ในสมาพันธรัฐเยอรมันส่วนใหญ่ต่างเข้าข้างออสเตรียหมดและยังไม่ต้องการให้ปรัสเซียครอบงำในสมาพันธรัฐเยอรมัน ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากสำหรับปรัสเซีย จึงได้ประกาศสงครามกับออสเตรีย และประกาศแยกตัวออกจากสมาพันธรัฐเยอรมันทันที