จักรพรรดิโชวะ นำพาญี่ปุ่นจนกลายเป็นชาติมหาอำนาจของโลก

เจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น

สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ หรือพระนามตามชื่อรัชสมัย คือ จักรพรรดิโชวะ พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 124 ของญี่ปุ่น ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2469 – พ.ศ. 2532 (63 ปี) จักรพรรดิโชวะ ถือว่าเป็นมหาจักรพรรดิ ที่มีอำนาจทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติมหาอำนาจของโลก

ความรุ่งเรืองของ จักรพรรดิโชวะ

ยุคโชวะ

ในตอนต้นรัชสมัยของจักรวรรดิญี่ปุ่น เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติมหาอำนาจของโลกแล้ว ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก ทั้งนี้จักรพรรดิฮิโระฮิโตะได้ทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐของจักรวรรดิญี่ปุ่นภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น และในรัชสมัยของพระองค์ ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งการเข้าร่วมสงครามในครั้งนี้ซึ่งมีส่วนทำให้ในห้วงเวลานั้น จักรวรรดิญี่ปุ่นได้แผ่อำนาจ และดินแดนไปทั่วเอเชียบูรพาโดยที่ไม่มีชาติใด ๆ จะสามารถต้านทาน

และในภายหลังสงครามสิ้นสุดลงบนความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น และพระองค์ไม่ได้ถูกดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรสงครามดังเช่น ผู้นำคนอื่น ๆ ของชาติฝ่ายอักษะ และภายหลังสงคราม พระองค์ก็ทรงเป็นสัญลักษณ์ของรัฐใหม่ในการกอบกู้ประเทศชาติที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม ในตอนปลายรัชกาล ประเทศญี่ปุ่นก็ยะงสามารถกลับมายืนหยัดในฐานะชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก

พระราชประวัติ จักรพรรดิโชวะ

จักรพรรดิโชวะ

สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ เสด็จพระราชสมภพ ณ พระราชวังอะโอะยะมะ ณ กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 29 เมษายน ปีเมจิที่ 34 (ค.ศ.1901,พ.ศ. 2444) โดยจักรพรรดิโชวะ เป็นพระราชโอรสองค์โตในเจ้าชายโยะชิฮิโตะ มกุฎราชกุมาร (ภายหลังคือจักรพรรดิไทโช) และเจ้าหญิงซะดะโกะ มกุฎราชกุมารี โดยทรงราชทินนามขณะทรงพระเยาว์ ว่า เจ้ามิชิ ในปี พ.ศ. 2451 ทรงเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนประถมชูอิง

และในภายหลังการสวรรคตของสมเด็จพระบรมอัยกา สมเด็จพระจักรพรรดิมุสึฮิโตะ (เมจิ) เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2455 พระราชบิดาของพระองค์ เจ้าชายโยะชิฮิโตะ ก็ทรงขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็น “สมเด็จพระจักรพรรดิโยะชิฮิโตะ” (ไทโช) ซึ่งทำให้พระองค์กลายเป็นองค์รัชทายาทตามลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ญี่ปุ่น

และในขณะเดียวกัน สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะก็ทรงเข้ารับราชการในกองทัพบก และกองทัพเรือในยศเรือตรี ในตำแหน่งนายธง และยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันสูงส่งยิ่งดอกเบญจมาศ ชั้นสายสะพาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2457 ทรงได้รับการเลื่อนยศให้เป็นร้อยโทแห่งกองทัพบก และเรือตรีแห่งกองทัพเรือ และอีกสองปีต่อมา ก็ถูกเลื่อนยศขึ้นเป็น พันโท และ นาวาเอก ในปีเดียวกันนี้เอง ทั้งนี้พระองค์ก็ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “มกุฎราชกุมาร” ตำแหน่งองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการ เมื่อ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2457

มกุฎราชกุมาร

จักรพรรดิ โช วะ บุตร

เมื่อปี พ.ศ. 2463 สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะได้รับการเลื่อนยศขึ้นเป็นพลโทแห่งกองทัพบก และพลเรือโทแห่งกองทัพเรือ ต่อมาในปี พ.ศ. 2464 เจ้าชายฮิโระฮิโตะได้ใช้เวลาหกเดือน ในการเสด็จประพาสยุโรป ซึ่งพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือน สหราชอาณาจักร, สาธารณรัฐฝรั่งเศส, ราชอาณาจักรอิตาลี, ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ และที่เบลเยียม นับว่าพระองค์ทรงเป็นมกุฎราชกุมารญี่ปุ่นพระองค์แรกที่เสด็จเยือนต่างประเทศ และในภายหลังการกลับจากยุโรป ทรงดำรงตำแหน่ง โดยเป็นผู้สำเร็จราชการพระองค์ จากการที่ที่พระราชบิดาทรงพระประชวรทางพระจิต

ในระหว่างที่พระองต์ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ทรงมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย อาทิ ในปี พ.ศ. 2464 การลงนามในสนธิสัญญาสี่อำนาจ (อังกฤษ: Four-Power Treaty) โดยจักรวรรดิญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และฝรั่งเศส ตกลงที่จะรับรู้สภาพที่เป็นอยู่ในภาคพื้นแปซิฟิก ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักรได้ตกลงที่จะยุติพันธมิตรอังกฤษ-ญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ และในปี พ.ศ. 2466 ก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคคันโต เป็นต้น

ขึ้นครองราชสมบัติ

จักรพรรดิเมจิ

ภายหลังการสวรรคตของพระราชบิดา สมเด็จพระจักรพรรดิไทโช เจ้าชายฮิโระฮิโตะ ก็ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ในนามรัชสมัยใหม่ว่า โชวะ ที่มีความหมายว่า “สันติภาพอันส่องสว่าง” ซึ่งในภายหลังจากการสวรรคตของพระราชบิดาไม่นาน จักรพรรดิโยะชิฮิโตะถูกออกพระนามเป็น “จักรพรรดิไทโช”

นอกจากนี้สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ได้ทรงตั้งความหวังไว้กับประเทศญี่ปุ่นไว้สูงมากๆ โดยในพระราชโองการฉบับแรกแห่งรัชสมัยที่ทรงประกาศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2469 มีข้อความว่า..

“โลกเราในขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการวิวัฒน์ไปอย่างต่อเนื่อง โดยประวัติศาสตร์บทใหม่แห่งอารยธรรมโลกกำลังพลิกเผยตัวตนให้เได้เห็นกัน…นโยบายของชาติเรามักจะมุ่งเน้นไปที่วิถีอันดำเนินไปอย่างต่อเนื่องพร้อม ๆ กับการปรับปรุงให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็คือ ความเรียบง่ายมาแทนการสร้างภาพที่ไร้ประโยชน์ ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตนแทนการลอกเลียนแบบที่ไม่รู้จักคิด

ทั้งนี้ วิธีดำเนินงานที่สอดคล้องกับวิวัฒนาการแห่งยุคสมัยที่ดำเนินอยู่ การพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นเพื่อที่จะได้ไหลลื่นไปกับกระแสความก้าวหน้าแห่งอารยธรรมโลก ความกลมเกลียวในชนชาติทั้งในด้านจุดหมายที่ต้องไปให้ถึง และวิธีการที่จะทำให้บรรลุจุดหมายนั้น ๆ คุณงามความดีที่ถูกเผยแผ่ไปทุกชนชั้น และสุดท้าย ความมีมิตรไมตรีจิตต่อประเทศทั้งมวลบนผืนพิภพ และสิ่งเหล่านี้คือจุดหมายหลักที่เราใฝ่ใจและมุ่งที่จะไปให้ถึงอย่างที่สุด”

เหตุการณ์ต้นรัชสมัย

จักรพรรดินีโคจุง

ในช่วงตอนต้นรัชสมัยโชวะ เป็นยุคสมัยที่ญี่ปุ่นกำลังประสบกับวิกฤตการณ์การเงิน ในขณะที่อำนาจของกองทัพก็มีมากขึ้นภายในรัฐบาล ด้วยการแทรกแซงตามกฎหมายและนอกกฎหมาย กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นก็ได้กุมอำนาจทางการเมืองอย่างเด็ดขาดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2443 ในระหว่างปี พ.ศ. 2464-2487 ก็มีอุบัติเหตุทางการเมืองมากถึง 64 ครั้ง

กบฏ 26 กุมภาฯ

จักรพรรดิญี่ปุ่น สวรรคต

เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2475 จักรพรรดิฮิโระฮิโตะ รอดจากการลอบสังหารอย่างหวุดหวิด เนื่องจากการขว้างระเบิดมือของ ลี บงชาง นักเคลื่อนไหวเพื่อที่จะปลดแอกเกาหลี ในกรุงโตเกียว หรือที่หลายคนเรียกกันว่า เหตุการณ์ซะกุระดะมง อีกกรณีที่น่าสังเกตคือการลอบสังหารนายกรัฐมนตรี อินุไก สึโยะชิ ทหารเรือระดับล่างในปีเดียวกัน

สำหรับเหตุการณ์นี้ตามมาด้วยการที่สี่ปีต่อมา กลุ่มนายทหารรักษาพระองค์ระดับล่างที่มีแนวคิดแบบชาตินิยม หรือว่า โคโดฮะ ไม่พอใจเหล่านายทหาร และเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล ในหลายๆ เรื่อง เช่น การทุจริตในรัฐบาล ผลประโยชน์แก่เหล่าพวกพ้อง และยังมีความพยายามทำรัฐประหาร ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2479 ซึ่งถือว่าเป็นที่รู้จักในนาม เหตุการณ์ 26 กุมภาพันธ์

สำหรับการก่อกบฏครั้งนี้ได้สร้างความสูญเสียเป็นอย่างมาก นักการเมือง, เจ้าหน้าที่, และนายทหารระดับสูงหลายคนถูกฆ่าตาย โดยมีการบุกทำลายสถานที่ราชการหลายแห่งในใจกลางกรุงโตเกียว ซึ่งการก่อกบฏในครั้งนี้ ฝ่ายกบฏได้อ้างว่าเป็นการต่อสู้ในนามของพระจักรพรรดิ

และเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะทรงทราบว่ามีกลุ่มทหารเลือดใหม่ก่อกบฏ ซึ่งทรงกำชับรัฐมนตรีกลาโหมอย่างเฉียบขาดว่า “เราได้ให้เวลาท่านหนึ่งชั่วโมงในการปราบกบฏ” โดยผลปรากฏว่ารัฐบาลล้มเหลวในการปราบกบฏ และในวันต่อมาทรงรับสั่งว่า “ฉัน! ตัวฉันนี่แหล่ะ ที่จะนำกองโคะโนะเอะ(กองราชองค์รักษ์) และปราบพวกเขาเอง” โดยกลุ่มกบฏได้บุกเข้ามายังพระราชวังหลวงเพื่อต้องการที่จะอ่านสาสน์ต่อหน้าสมเด็จพระจักรพรรดิเพื่อให้จักรพรรดิรับรองสถานะของกลุ่มทหารที่ก่อการกบฏ โดยทางด้านของจักรพรรดิฮิโระฮิโตะมีพระราชดำรัสต่อกลุ่มทหารเหล่านั้นว่า “พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรที่เข้ามาในนี้ ไม่รู้หรือว่าฉันเป็นจักรพรรดิของพวกเจ้า”

ในภายหลังปราบกบฏได้ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พลเรือเอก โอกะดะ เคซุเกะ (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ซึ่งรอดจากการถูกลอบสังหาร ได้ปรากฏตัวหลังจากการหลบซ่อนสามวันต่อมา พลเรือเอก โอกะดะ เคซุเกะก็ได้ประกาศลาออกจากนายกรัฐมนตรี อันเป็นการเปิดทางให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนขึ้น

ญี่ปุ่นเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง

จักรพรรดิไทโช

แม้ว่าจักรพรรดิฮิโระฮิโตะจะเห็นว่าการทำสงครามเป็นสิ่งจำเป็นต่อญี่ปุ่น แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเห็นด้วยกับกองทัพที่จะดำเนินนโยบายการสงครามแบบบ้าระห่ำ เพราะว่าเมื่อทรงทราบถึงแผนการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ของสหรัฐอเมริกา โดยพระองค์ทรงกังวลมิน้อยว่าการกระทำนี้จะส่งผลร้ายต่อประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตามจักรพรรดิฮิโระฮิโตะทรงพอพระทัยอยู่เสมอเมื่อทรงทราบว่ากองทัพญี่ปุ่นได้ชัยชนะในศึกสงครามที่อยู่ห่างไกล เพราะว่าในช่วงต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2485 ทรงพอพระทัยไม่น้อยกับชัยชนะอันรวดเร็วของจักรวรรดิญี่ปุ่นที่มีเหนือเกาะฮ่องกง, กรุงมะนิลา, สิงคโปร์, ปัตตาเวีย (จาร์กาตา) และย่างกุ้ง

และในขณะเดียวกัน จักรพรรดิฮิโระฮิโตะก็ทรงกังวลเกี่ยวกับปัญหาในการลำเลียงเสบียง และเชื้อเพลิงไปให้กับกองกำลังญี่ปุ่นที่กำลังรบอยู่ในสมรภูมิที่ห่างไกลมาตุภูมิ “ชัยชนะที่ได้มาออกจะเร็วไปหน่อย” ซึ่งพระองค์จึงมักจะทรงเตือนผู้นำทหารบก และทหารเรือเพื่อให้ปรับปรุงการทำงานระหว่างสองกองทัพให้ประสานงานได้ดีขึ้น เพราะว่าสภาพที่เป็นอยู่นั้นจัดว่าไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง และยังทรงเตือนทั้งสองกองทัพ ให้เลิกใช้วิธีเหมือนเล่นการเมืองพาทะเลาะกันเรื่องการเคลื่อนย้ายฝูงบินเสียที

และเมื่อจักรพรรดิฮิโระฮิโตะทรงได้รับรายงานเกี่ยวกับความปราชัยครั้งสำคัญของญี่ปุ่นเช่นที่ ยุทธนาวีมิดเวย์ จึงมีแต่พระราชดำรัสให้ผู้นำทหารทั้งหลายทำงานของตนให้ดีที่สุดในการปฏิบัติครั้งหน้า แทบจะมิได้ทรงแสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาอีก ราวกับทรงปลงเสียแล้ว

สมเด็จ พระ จักรพรรดิ นี โค จุ ง

ทั้งนี้พระราชกรณียกิจจักรพรรดิฮิโระฮิโตะที่ทรงปฏิบัติในระหว่างสงครามเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนฮึกเหิมกับศึกที่เกิดขึ้นด้วยอีกแรงหนึ่งซึ่งไม่ว่าจะเป็นการทรงม้าขาวออกเสด็จตรวจกำลังพล หรือว่ามีพระราชดำรัสเปิดการประชุมรัฐสภาที่ปลุกเร้ากำลังใจของราษฎรให้ช่วยกันพยายามเพื่อที่จะชัยชนะของประเทศตามหนังสือที่ร่างโดยรัฐบาล

และพระราชกรณียกิจของจักรพรรดิฮิโระฮิโตะเหล่านี้ล้วนสร้างภาพว่า พระองค์ก็กำลังทรงบัญชาการความเคลื่อนไหวทั้งหมดของกองทัพในฐานะที่ทรงเป็นจอมทัพของชาติ ในความเป็นจริง ทั้งนี้พระองค์ทรงทำหน้าที่แค่ทอดพระเนตรรายงานการสถานการณ์รบ และลงพระนามรับรองแผนปฏิบัติการทางทหารต่างๆ เท่านั้น

นอกจากนี้สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ ยังได้ทรงมีส่วนในการบัญชาการรบใดๆ เช่นเมื่อนานกิงถูกตีแตกในปี พ.ศ. 2480 และทหารญี่ปุ่นได้สังหารพลเรือนไปกว่าสองแสนคนนั้น และรายงานที่ถวายไปยังพระองค์ระบุแค่ว่า กองทัพสามารถยึดนานกิงได้แล้ว

จักรพรรดิฮิโระฮิโตะทรงเห็นว่า ญี่ปุ่นได้รับชัยชนะ และดินแดนมามากเกินพอแล้ว ซึ่งเป็นการทำสงครามต่ออาจจะส่งผลร้ายในภายหลังก็เป็นได้ และจักรพรรดิฮิโระฮิโตะยังทรงอยากให้กองทัพญี่ปุ่นยุติสงครามโดยไวที่สุด ดังในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 ที่พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสให้พลเอกฮิเดะกิ โทโจ นายกรัฐมนตรี ก็ได้รับทราบข้อเท็จจริงข้อนี้ “ฉันหวังว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ท่านได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุด และได้ใช้ทุกโอกาสที่มีอยู่เพื่อยุติการประหัตประหารในทันทีที่สามารถทำได้ และถ้าคิดถึงความสงบสุขของมนุษย์ด้วยกันแล้ว และการปล่อยให้สงครามยืดเยื้อต่อไปก็รังแต่จะเปล่าประโยชน์…ฉันเกรงว่า ประสิทธิภาพทหารของฝ่ายเราอาจจะด้อยลง หากสงครามต้องยืดเยื้อ” แต่โทโจก็ยังยืนยันถึงความจำเป็นในการทำสงครามต่อไป

เพราะแม้กระแสการรบจะพัดย้อนไปกระหน่ำญี่ปุ่นแทน และการทำสงครามในครั้งนี้ก็ยังไม่อาจยุติลงได้ ดูเหมือนว่าจักรพรรดิฮิโระฮิโตะกลับเป็นผู้ต่อเวลาทำสงครามออกไปเสียเองถึง 2 ทางด้วยกัน โดยประการแรก แม้ว่าในช่วงแรก ๆ จะมีขบวนการสันติภาพที่ก่อตั้งขึ้นโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ข้าราชสำนัก และแม้กระทั่งบรรดาเชื้อพระวงศ์บางองค์

แต่ทว่าทางด้านสมเด็จพระจักรพรรดิก็ไม่ทรงยอดปลดโทโจออกตามคำเรียกร้องของสมาชิกขบวนการ ที่ต้องการจะหยุดยั้งการทำสงครามไว้ให้ได้ เพราะว่าในระหว่างยังไงเสียญี่ปุ่นก็ต้องอาศัยโทโจดำเนินการรบไปจนกว่าสถานะของญี่ปุ่นในการเจรจาสันติภาพจะดีขึ้น และเพื่อบรรลุเงื่อนไขตามที่ญี่ปุ่นต่อรอง โดยพระองค์ตรัสกับ เจ้าทะกะมะสึ พระอนุชาองค์รองว่า

“ใครๆ ก็ว่าโทโจไม่ดี แต่จะหาใครดีไปกว่านี้ได้อีกไหมเพราพในเมื่อมันไม่มีคนที่เหมาะสมกว่า ยังจะมีทางเลือกอื่น นอกจากร่วมงานกับคณะของโทโจหรือ”

ภายหลังสงคราม

จักรพรรดินีโคจุง

ในภายหลังที่ทางญี่ปุ่นยอมแพ้ สหรัฐอเมริกาได้ส่งกำลังทหารส่วนหนึ่งเข้าควบคุมญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้มีการเรียกร้องจากชาติฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเฉพาะจากยุโรป เพื่อให้นำตัวสมเด็จพระจักรพรรดิมาลงโทษ นายพลดักลาส แมคอาเธอร์ ได้แสดงความคัดค้านอย่างถึงที่สุดในเรื่องนี้ และด้วยมองว่า จักรวรรดิญี่ปุ่นได้ยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะว่าด้วยแสนยานุภาพของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นยังคงมีอยู่

และหากจะลงโทษจักรพรรดิญี่ปุ่นแล้ว อาจจะเกิดการลุกฮือจากกองทัพญี่ปุ่นก็เป็นได้ ซึ่งอาจจะต้องส่งกำลังทหารเข้ามาประจำการในญี่ปุ่นอีกมหาศาล อีกทั้งการบัญชาการกองทัพญี่ปุ่นในการบุกดินแดนต่าง ๆ ซึ่งเป็นการบัญชาการจากผู้นำรัฐบาล และกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นหลัก และท้ายที่สุดจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ ก็รอดพ้นจากข้อหาอาชญากรสงคราม

เพราะแม้ว่าสมเด็จพระจักรพรรดิจะรอดพ้นจากข้อหาอาชญากรสงคราม แต่ทรงถูกบังคับเพื่อให้ปฏิเสธการเรียกร้องรัฐชินโตที่จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นเป็น อะระฮิโตะงะมิ หรือว่าพระเจ้าที่มีตัวตน สิ่งนี้เป็นแรงจูงใจจากข้อเท็จจริงที่ว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น ค.ศ. 1889 บัญญัติให้จักรพรรดิมีพระราชอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์

ซึ่งเรื่องนี้มาจากความเชื่อของชินโตที่ว่า พระราชวงศ์แห่งจักรพรรดิญี่ปุ่นเป็นสืบเชื้อสายมาจากจันทรเทพ สึกุโยะมิ และก็ สุริยะเทพี อะมะเตะระซุ ซึ่งทางฝ่ายจักรพรรดิฮิโระฮิโตะยืนกรานในความเชื่อนี้ ดังในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2488 ตรัสกับรองสมุหพระราชวัง มิชิโอะ คิโนะชิตะ ว่า “เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ที่จะบอกว่า ความคิดที่ว่าเท็นโน (จักรพรรดิ) ซึ่งเป็นลูกหลานของเทพเจ้านั้น เป็นความคิดที่ผิด แต่ทว่าเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้อย่างยิ่งหากจะบอกว่า เรื่องที่เท็นโนเป็นลูกหลานของเทพเจ้า เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ”

และการที่จักรพรรดิฮิโระฮิโตะทรงปฏิเสธข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดิ ซึ่งนั่นมีส่วนทำให้ปมนี้เป็นอันตกไป ซึ่งในส่วนหนึ่งเป็นเพราะนายพลแมคอาเธอร์คิดว่า โดยพระองค์มีแนวโน้มที่จะเป็นพันธมิตรที่จะทำให้สหรัฐได้รับประโยชน์ในอนาคต และอีกส่วนคือการดำเนินการของชิเงะรุ โยะชิดะ นายกรัฐมนตรี ที่ขัดขวางความพยายามที่จะทำให้จักรพรรดิฮิโระฮิโตะเป็นพระมหากษัตริย์ตามในแบบของยุโรปอย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาได้ถอดพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ออกจากฐานันดรศักดิ์เป็นสามัญชน

พระราชกรณียกิจสำคัญ

จักรพรรดิเมจิ

จักรพรรดิฮิโระฮิโตะ เป็นผู้ปกครองญี่ปุ่นที่ทรงดำเนินพระราชกรณียกิจทั่วไปที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ สำหรับการขจัดทุกข์บำรุงสุข และได้ให้กำลังใจแก่ประชาชน การปรากฏพระองค์ในพิธีการหรือเหตุการณ์สำคัญ นอกจากนี้จักรพรรดิฮิโระฮิโตะยังทรงมีบทบาทสำคัญในด้านการสร้างภาพลักษณ์ทางการทูตของญี่ปุ่น โดยพระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอยู่บ่อยครั้งเพื่อพบปะกับผู้นำต่างประเทศ อาทิ โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 (พ.ศ. 2514) , ประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด (พ.ศ. 2518) เป็นต้น

สมเด็จพระจักรพรรดิได้ทรงให้ความสนใจ และจักรพรรดิฮิโระฮิโตะยังทรงรอบรู้เกี่ยวกับชีววิทยาทางทะเล ซึ่งภายในพระราชวังโตเกียวมีห้องปฏิบัติการที่สมเด็จพระจักรพรรดิได้เผยแพร่เอกสารการค้นคว้าและวิจัยหลายด้าน ในนามแฝงของพระองค์ว่า “โช” ซึ่งผลงานของพระองค์ก็อาทิ คำอธิบายเกี่ยวกับไฮโดรซัวหลากหลายสายพันธุ์