อองซาน ซูจี สตรีที่เรียกร้องประชาธิปไตยให้กับพม่า

Posted On By Home
อองซานซูจี

อองซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi ) เป็นนักการเมืองชาวพม่า และเป็นประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ผู้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีของพม่า และอองซาน ซูจี ยังเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองของพม่าอีกด้วย

ความเป็นมาของ อองซาน ซูจี

อองซาน ซูจี

การเลือกตั้งทั่วในปี 2533 NLD ได้คะแนนเสียงทั้งประเทศ 59% และที่นั่ง 81% (392 จาก 485 ที่นั่ง) ในรัฐสภา แต่ทว่า อองซาน ซูจีถูกควบคุมตัวในบ้านก่อนการเลือกตั้ง เธอยังอยู่ภายใต้การควบคุมตัวในบ้านในประเทศพม่า เป็นระยะเวลาเกือบ 15 จาก 21 ปี ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2532 จนกระทั่งอองซาน ซูจีได้รับการปล่อยตัวครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553 ทำให้เธอเป็นนักโทษการเมืองที่ขึ้นชื่อที่สุดคนหนึ่งของโลก

รางวัลที่อองซาน ซูจี เคยได้รับ

–    รางวัลราฟโต (Rafto Prize)

–    รางวัลซาฮารอฟสำหรับเสรีภาพทางความคิด (Sakharov Prize for Freedom of Thought)

–    รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2534

–    รางวัลชวาหระลาล เนห์รูเพื่อความเข้าใจระหว่างประเทศ (Jawaharlal Nehru Award for International Understanding) โดยรัฐบาลอินเดีย

–    รางวัลซีมอง โบลีวาร์ระหว่างประเทศ (International Simón Bolívar Prize) จากรัฐบาลเวเนซุเอลา ในปี 2555

–    รางวัลชาฮิด เบนาซีร์ บุตโตเพื่อประชาธิปไตย (Shaheed Benazir Bhutto Award For Democracy)

–    ในปี 2550 รัฐบาลแคนาดาประกาศให้เธอเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของประเทศ เป็นคนที่สี่ที่ได้รับเกียรตินี้ ในปี 2554 เธอได้รับเหรียญวัลเลนเบิร์ก (Wallenberg Medal)

–    วันที่ 19 กันยายน 2555 อองซาน ซูจีได้รับเหรียญทองรัฐสภา ซึ่งร่วมกับเหรียญเสรีภาพประธานาธิบดี เป็นเกียรติยศพลเรือนสูงสุดในสหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2555 พรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยประกาศว่าอองซาน ซูจีได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งในปีตูลุ้ดดอ (Pyithu Hluttaw) สภาล่างของรัฐสภาพม่า ซึ่งเธอเป็นตัวแทนของเขตเลือกตั้งกอว์มู (Kawhmu) พรรคของเธอยังได้ที่นั่งว่าง 43 จาก 45 ที่นั่งในสภาล่าง โดยทางด้านของคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยืนยันผลการเลือกตั้งในวันรุ่งขึ้น

และในวันที่ 6 มิถุนายน 2556 ซูจีประกาศบนเว็บไซต์ของเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัมว่าเธอต้องการที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2558 แต่ทว่า ซูจีถูกห้ามมิให้เป็นประธานาธิบดีภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน ซึ่งมิอาจที่แก้ไขได้โดยปราศจากการรับรองจากสมาชิกสภานิติบัญญัติทหารอย่างน้อยหนึ่งคน

ในปี 2557 นิตยสารฟอบส์จัดให้อองซาน ซูจีเป็นหญิงทรงอำนาจที่สุดในโลกอันดับที่ 61 ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2558 พรรค NLD ได้คะแนนเสียงทั้งประเทศ 86% (255 ที่นั่ง ในสภาผู้แทนราษฎรและ 135 ที่นั่ง ในสภาเชื้อชาติ) ทว่าอองซาน ซูจีไม่สามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเนื่องจากมีข้อห้ามในรัฐธรรมนูญ

ประวัติอองซาน ซูจี

อองซานซูจี หนัง

อองซาน ซูจี เกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2488 ณ ย่างกุ้ง พม่าของอังกฤษ (British Burma)  บิดาของเธอ คือ นายพลอองซาน ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น ช่วยให้ประเทศญี่ปุ่นยึดพม่าจากสหราชอาณาจักรได้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้มีข้อแลกเปลี่ยนกับทางญี่ปุ่นให้แต่งตั้งตนเป็นเองนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ดี นายพล ออง ซาน ถูกลอบสังหาร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 เมื่อเธอได้อายุได้ 2 ปี ดอว์ขิ่นจี ผู้เป็นภรรยาของนายพลอองซาน ต้องรับภาระเลี้ยงดูบุตรชาย-หญิง 3 คน โดยลำพังหลังจากที่สามีถูกลอบสังหาร ซูจีเป็นลูกคนเล็ก และยังเป็นบุตรสาวคนเดียวของครอบครัว หลังจากที่บิดาเสียชีวิตไม่นาน พี่ชายคนรองของเธอประสบอุบัติเหตุ จมน้ำตายในบริเวณบ้านพัก ซูจี และพี่ชายคนโตคือ อองซาน อู เติบโตมากับการดูแลของมารดาที่เข้มแข็ง และความเอ็นดูของเครือข่ายอำนาจเก่าของบิดา

ในปี พ.ศ. 2503 ดอว์ขิ่นจี ได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งทูตพม่า ประจำอยู่ที่ประเทศอินเดีย ซูจีถูกส่งเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยม และวิทยาลัยสตรีศรีราม ที่นิวเดลี จากนั้นไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ การเมือง และปรัชญาที่เซนต์ฮิวส์คอลเลจ ในสหราชอาณาจักร ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2507-2510 ช่วงที่ศึกษาอยู่นั้น ซูจีได้พบรักกับ ไมเคิล อริส นักศึกษาสาขาวิชาอารยธรรมทิเบต

ในปีเดียวกันกับที่ซูจีจบการศึกษา ดอว์ขิ่นจี ก็หมดวาระในตำแหน่งทูตประจำประเทศอินเดีย และก็ได้ย้ายกลับไปยังย่างกุ้ง ซูจีจึงแยกจากมารดาเพื่อเดินทางไปมหานครนิวยอร์ก ตามคำชักชวนของเพื่อนบิดา ที่ขณะนั้นกำลังดำรงตำแหน่งเลขาธิการขององค์การสหประชาชาติในขณะนั้น คือ นายอูถั่น ซึ่งเขาเองก็เป็นชาวพม่า ซูจีเข้าทำงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ในคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการตั้งคำถามเกี่ยวกับงบประมาณ และการจัดการของสำนักงานเลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2515 อองซาน ซูจีแต่งงานกับ ไมเคิล อริส และย้ายไปอยู่กับสามี ที่ราชอาณาจักรภูฏาน ซูจีได้งานในกระทรวงต่างประเทศของรัฐบาลภูฏาน ขณะที่ไมเคิลมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการแปล รวมทั้งยังมีหน้าที่ถวายการสอนแก่สมาชิกราชวงศ์แห่งภูฏาน และต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2516-2520 ทั้งสองย้ายกลับมาที่กรุงลอนดอน ไมเคิลได้งานสอนวิชาหิมาลัย และทิเบตเพื่อเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ซูจีให้กำเนิดบุตรชายคนแรก อเล็กซานเดอร์ ในปี พ.ศ. 2516 และบุตรชายคนเล็ก คิม ในปี พ.ศ. 2520 และนอกจากอองซาน ซูจีใช้เวลากับการเลี้ยงดูบุตรชายทั้งสองแล้ว ซูจีเริ่มทำงานเขียนเกี่ยวกับชีวประวัติของบิดาจากความทรงจำของตนเองโดยมิต้องอาศัยเอกสารหลักฐานใดๆ

พ.ศ. 2528-2529 อองซาน ซูจี และไมเคิลตัดสินใจแยกจากกันระยะหนึ่ง ซูจีได้รับการติดต่อจากศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต เพื่อที่จะทำวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของบิดาของเธอ ขณะที่ไมเคิลได้รับทุนจาก Indian Institute of Advanced Studies ที่ซิมลา (Simla) ทางภาคตะวันออกของอินเดีย ซูจีพาคิม บุตรชายคนเล็กไปญี่ปุ่นด้วย ส่วนไมเคิลได้พาอเล็กซานเดอร์ บุตรชายคนโตไปอยู่ด้วยที่ประเทศอินเดีย ในปีต่อมาไมเคิลประสานงานภายใน Indian Institute of Advanced Studies เพื่อให้ซูจีได้รับทุนสนับสนุนเช่นกัน ซูจีจึงพาคิมมาสมทบกับสามีที่ซิมลา ประเทศอินเดีย

ในปี พ.ศ. 2530 ไมเคิลย้ายครอบครัวกลับมาอยู่ที่ออกซฟอร์ด ซูจีได้เข้าศึกษาต่อที่ London School of Oriental and African Studies ที่กรุงลอนดอน เธอได้แสดงความสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับวรรณคดีพม่าต่างๆ

การเดินทางกลับประเทศ

อองซานซูจี รางวัลที่ได้รับ

ในช่วงปลายเดือน มีนาคม พ.ศ. 2531 อองซาน ซูจี ในวัย 43 ปี ได้ตัวสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดที่ย่างกุ้ง เพื่อมาเยี่ยมนางดอว์ขิ่นจี ผู้เป็นมารดา ในขณะนั้นเป็นช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และยังมีความวุ่นวายทางการเมืองในพม่ากดดันให้นายพลเนวินต้องลาออกจากตำแหน่งประธานพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า (The Burma Socialist Programme Party-BSPP) โดยนายพลเนวินยึดอำนาจการปกครอง ประเทศพม่ามานานถึง 26 ปี

ทั้งนี้ซูจีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ตอนที่ดิฉันเดินทางกลับมาพม่าเมื่อปี 2531 เพื่อมาพยาบาลคุณแม่นั้น ดิฉันได้วางแผนไว้ว่าจะมาริเริ่ม ทำโครงการเครือข่ายห้องสมุดในนามของคุณพ่อด้วย เรื่องการเมืองไม่ได้อยู่ในความสนใจของดิฉันเลยแม้แต่น้อย แต่ประชาชนในประเทศของดิฉันกำลังเรียกร้อง ประชาธิปไตย และในฐานะลูกสาวของพ่อ (นายพลอองซาน) ดิฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ดิฉัน ต้องเข้าร่วมด้วย”

ความไม่พอใจของชาวพม่านั้นสาเหตุอาจจะมาจากระบอบของนายพลเนวิน โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ นั้นสะสมต่อเนื่อง และมีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการปลุกระดมภายหลังจากที่รัฐประกาศยกเลิกการใช้ธนบัตรมูลค่า 25 จัต 35 จัต และ 75 จัต ในเดือน กันยายน พ.ศ. 2530

โดยบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้งออกมาประท้วงด้วยการทำลายร้านค้าหลายแห่ง จนมีเหตุการณ์รุนแรงครั้งสำคัญปะทุขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือน มีนาคม พ.ศ. 2531 หลังจากที่เกิดเหตุทะเลาะ วิวาทระหว่างนักศึกษาในร้านน้ำชา และตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุ กลุ่มนักศึกษาก็ได้รวมตัวกันประท้วง ให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา รวมทั้งยังก่อให้เกิดความไม่พอใจ ในหมู่นักศึกษาประชาชน และยังขยายไปทั่วประเทศ มีการประท้วงในพื้นที่ต่างๆ จำนวนมาก จนเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่กดดันให้นายพลเนวินต้องประกาศลาออก

นอกจากนี้แล้วการลาออกของนายพลเนวินใน วันที่ 23 กรกฎาคม ตามมาด้วยการชุมนุม เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ของนักศึกษา และประชาชนหลายแสนคนในเมืองหลวงย่างกุ้ง และความรุนแรงนี้ยังแผ่ขยายไปทั่วประเทศ ในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2531 เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย การประท้วงแผ่ขยายไปทั่วประเทศ

ข่าว อ อง ซาน ซู จี ล่าสุด

และการชุมนุมประท้องในครั้งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นางอองซาน ซูจี เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2531 โดยส่งจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องสิทธิในการขึ้นปกครองประเทศของตนจากความดีความชอบของบิดาผู้ล่วงลับ

และในวันที่ 26 สิงหาคม ปีเดียวกันอองซาน ซูจี ก็ได้ในขึ้นกล่าวปราศรัยเป็นครั้งแรก ต่อหน้าฝูงชนที่มาชุมนุมกันที่เจดีย์ชเวดากอง ในย่างกุ้ง และต่อมาซูจีก็ได้เดินหน้าเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย แต่ผู้นำทหารกลับจัดตั้งสภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ (The State Law and Order Restoration Council : SLORC) ขึ้นมาแทน และได้ทำการปราบปราม และจับกุมผู้ต่อต้านอีกหลายร้อยคน

วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2531 อองซาน ซูจี ได้ร่วมการจัดตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยขึ้น (National League for Democracy: NLD) และอองซาน ซูจีได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค ชีวิตทางการเมืองของนางอองซาน ซูจี จึงได้เริ่มต้น นับแต่นั้น

 เกียรติยศ และการจองจำ

อองซานซูจี รางวัลที่ได้รับ

รัฐบาลภายใต้กฎอัยการศึก ได้สั่งกักบริเวณซูจีให้อยู่แต่ในบ้านพักเป็นครั้งแรก เวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 ต่อมาขยายเป็น 6 ปี และยังได้จับกุม สมาชิกพรรคจำนวนมากไปคุมขังไว้ที่ คุกอินเส่ง ซูจีได้ออกมาประกาศจะอดอาหารเพื่อประท้วง และยังเรียกร้องขอให้นำสมาชิกพรรคคนอื่นๆ มาอยู่ที่เดียวกันในบ้านพักของเธอ

โดยเวลานั้นอเล็กซานเดอร์ และคิมที่อยู่กับมารดาด้วย ไมเคิลจากอังกฤษมาที่ย่างกุ้ง เพื่อเป็นกำลังใจให้ภรรยา และในที่สุด ซูจีมิได้อดอาหารประท้วงโดยอ้างว่ารัฐบาลได้ให้สัญญาแล้วว่าจะปฏิบัติอย่างดีต่อสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี ที่กำลังถูกคุมขังไว้ที่คุกอินเส่ง

ในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 แม้ว่าซูจีจะถูกกักบริเวณอยู่ แต่พรรคเอ็นแอลดี ก็ยังคงได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในด้านการเลือกตั้งทั่วไป รัฐบาลทหารในนามของ “สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ” ยื่นข้อเสนอการถ่ายโอนอำนาจให้แก่ซูจี เพื่อให้ซูจียุติบทบาทการปลุกระดมทางการเมือง แต่ทว่าซูจีปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว รัฐบาลทหารจึงมีคำสั่งยืดเวลาการกักบริเวณเธอจาก 3 ปี เป็น 5 ปี และได้เพิ่มอีก 1 ปี ในเวลาต่อมา

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2534 ทางด้านคณะกรรมการโนเบลแห่งประเทศนอร์เวย์ ประกาศชื่อ นางอองซาน ซูจี ว่าเธอเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งการรับรางวัลในครั้งนี้ซูจีไม่ได้เดินทางไปรับรางวัลด้วยตัวเอง ต่อมาในเดือนธันวาคม อเล็กซานเดอร์ และคิมจึงบินไปรับรางวัลแทนมารดาที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

โดยงานนี้อเล็กซานเดอร์กล่าวกับคณะกรรมการและผู้มาร่วมในพิธีว่า “ผมรู้ว่าถ้าแม่มีอิสรภาพ และอยู่ที่นี่ในวันนี้ แม่จะขอบคุณพวกคุณพร้อมกับขอร้อง ให้พวกคุณร่วมกันสวดมนต์ ให้ทั้งผู้กดขี่ และผู้ถูกกดขี่โยนอาวุธทิ้ง และหันมาร่วมกันสร้างชาติด้วยความเมตตากรุณา และจิตวิญญาณแห่งสันติ”

และต่อมา ในวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ซูจีประกาศกับสื่อมวลชนทั้งในพม่า และสื่อนานาชาติ ว่าจะมอบเงินรางวัลจำนวน 1.3 ล้านเหรียญ ให้รัฐบาลใช้จัดตั้งกองทุนสุขภาพ และการศึกษาของประชาชนพม่า จากข่าวดังกล่าวรัฐบาลพม่าจึงยกเลิกคำสั่งการกักบริเวณของเธอ ซูจีจึงได้รับอิสรภาพจากการถูกกักบริเวณ อย่างไรก็ดี ในภายหลัง ไม่พบว่ามีหลักฐานการโอนเงินรางวัลดังกล่าวจากนางซูจีเข้ากองทุนฯ ต่างๆ แต่อยางใด

การเคลื่อนไหวทางการเมือง

อองซานซูจี ตำแหน่ง

อองซาน ซูจี ถูกปล่อยตัวและเธอก็ได้ปราศรัยต่อฝูงชนที่มาชุมนุมอยู่หน้าบ้านของเธอ และอองซาน ซูจียังตระเวนหาเสียงในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งบางพื้นที่จะมีฝูงชนที่ไม่พอใจซูจี รวมถึงยังพยายามทำร้ายเธอและเพื่อนร่วมคณะ โดยการใช้ก้อนหินขว้างปาเข้าใส่รถของเธอจนเสียหาย

หลังจากนั้น เมื่อเธอพยายามเดินทางออกจากบ้านพัก ก็จะมีเจ้าหน้าที่รัฐติดตามไปทุกแห่ง ซูจี จึงให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าเธอยังคงรู้สึกเหมือนถูกติดตามความเคลื่อนไหว และนั่นก็ทำอองซาน ซูจีให้ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างอิสระ

แนวทางการต่อสู้ทางการเมืองของ อองซาน ซูจี นั้น เธอปฏิเสธไม่ดำเนินการตามกฎระเบียบการยื่นหนังสือต่อรัฐบาลโดยตรง แต่อองซาน ซูจีเลือกที่จะดำเนินการต่อสู้โดยใช้สื่อมวลชน และกระแสสังคมเป็นเครื่องมือ โดยการใช้วิธีเขียนจดหมาย เขียนหนังสือ บันทึกวิดีโอเทป เพื่อส่งผ่านข้อเรียกร้องของเธอ ออกมาสู่ประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง  อองซาน ซูจีทุกวิธีเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อสร้างแรงกดดันระดับนานาชาติต่อรัฐบาลพม่า

และในเดือน กรกฎาคม 2541 ระหว่างที่เธอเดินทางออกจากย่างกุ้งเพื่อไปพบปะกับสมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติ โดยได้มีการแจ้งให้ผู้สื่อข่าวต่างชาติเข้ามาทำข่าวเธอเพื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก โดยอองซาน ซูจีประกาศว่าจะทำการนั่งประท้วงอยู่ในรถยนต์ของเธอเอง และเมื่อเดือนสิงหาคม 2541 ขบวนรถของอองซาน ซูจีถูกสกัดไม่ให้เดินทางไปพบปะสมาชิกพรรคของเธอ ซูจี จึงเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเวลาถึงหกวัน จนเสบียงอาหารที่เตรียมไปหมด เธอจึงกลับที่พักหลังจากนั้น

ในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2543 ซูจี และสมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติ ได้ออกเดินทางเพื่อไปดำเนินกิจกรรมทางการเมือง แต่กลับถูกสกัดไม่ให้เดินทางออกพ้นชานย่างกุ้ง เนื่องจากเจ้าหร้าที่ตำรวจได้เบาะแสว่ามีฝูงชนกลุ่มหนึ่งวางแผนดักทำร้ายเธอระหว่างทาง แต่งานนี้ซูจียืนยันที่จะเดินทางต่อโดยใช้วิธีเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ จุดที่ถูกสกัดเป็นเวลาถึง 9 วัน จนถึงวันที่ 2 กันยายน สองสัปดาห์ต่อมา ซูจี พร้อมคณะ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านเดินทางไปที่สถานีรถไฟ เพื่อเข้าซื้อตั๋วโดยสารทางออกจากเมืองย่างกุ้ง แต่การซื้อตั๋วของเธอก็มีฝูงชนที่ต่อต้านเธออยู่บริเวณนั้น รัฐบาลจึงได้ส่งหน่วยรักษาความปลอดภัยพิเศษ ไปควบคุมตัวเธอกลับบ้านพัก พร้อมทั้งยังวางกำลังเจ้าหน้าที่ควบคุมจุดต่าง ๆ บนถนนหน้าบ้านพักของนางซูจี

หลังจากการปราศรัยปลุกระดมมวลชนที่สนับสนุนเธอให้ต่อสู้เพื่อล้มรัฐบาล ซูจี ก็ถูกกักบริเวณเป็นครั้งที่สอง เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2543 และอองซาน ซูจีได้รับอิสรภาพ จากการกักบริเวณครั้งนี้เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2545

โดยในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2544 ขณะที่ทั่วโลกร่วมกันเฉลิมฉลองวาระครบรอบหนึ่งร้อยปี ของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พร้อมงานฉลองวาระครบสิบปีที่ซูจี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นางอองซาน ซูจี  แต่ขณะนั้นอองซาน ซูจียังคงถูกจำกัดอิสรภาพอยู่ในประเทศพม่า ไม่มีโอกาสเดินทางไปร่วมพิธีเฉลิมฉลองรางวัลเกียรติยศแห่งชีวิตพร้อมกับผู้ได้รับรางวัลคนอื่น ๆ

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ในระหว่างที่นางซูจีเดินทางเพื่อพบปะกับประชาชน ในเมืองเดพายิน (Depayin) ทางตอนเหนือของพม่า ก็เกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างมวลชนผู้ที่ไม่พอใจการกระทำของนางซูจีกับกลุ่มผู้สนับสนุนซูจี การปลุกระดมครั้งนี้ทำให้ซูจีถูกสั่งกักบริเวณให้อยู่ในบ้านพักอีกเป็นครั้งที่ 3 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2546

การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในพม่า พ.ศ. 2550

อองซานซูจี สามี

สำหรับการประท้วงที่นำโดยคณะพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี นักศึกษา และประชาชน โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2550 จากการปลุกระดมให้เกิดความไม่พอใจต่อการประกาศขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และการขึ้นราคาก๊าซหุงต้มของรัฐบาลทหารพม่า

และความไม่พอใจของประชาชน รวมถึงการประท้วงเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยมา จนถึงวันที่ 5 กันยายน มีการชุมนุมประท้วงที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองพะโคกกุ ทางตอนกลางของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุม และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งพระสงฆ์จำนวน 3 รูป

โดยครั้งนี้คณะพระภิกษุ ประกาศ “ปฐม นิคหกรรม” ไม่รับบิณฑบาตจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารพม่า ทหาร และครอบครัว รวมถึงการเรียกร้องให้ทางการพม่า ขอโทษองค์กรสงฆ์อย่างเป็นทางการภายในวันที่ 17 กันยายน แต่ทว่านั่นก็ไม่ได้รับการตอบสนอง ภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่งจึงเริ่มเข้าร่วมการประท้วงเพิ่มเติม ความรุนแรงในครั้งนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน เมื่อรวมผู้ประท้วงแล้วมากกว่า 1 แสนคน การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้จึงนับว่าเป็นการประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่การประท้วงเมื่อปี พ.ศ. 2531

ต่อมาวันที่ 22 กันยายน คณะสงฆ์ และประชาชนได้เดินทางไปยังบ้านพักนางอองซาน ซูจี ซึ่งนางอองซานได้ออกมาปรากฏตัวเป็นเวลา 15 นาที โดยการเปิดประตูเล็กของประตูบ้าน พร้อมกับพนมมือไหว้พระสงฆ์ที่กำลังให้พรเธอ การปรากฏตัวครั้งนี้นับเป็นการปรากฏตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2546

การละเมิดกฎหมาย พ.ศ. 2552

วิเคราะห์ภาวะผู้นำ อองซาน ซูจี

ในวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 จอห์น ยัตทอว์ ชายชาวอเมริกัน ได้ว่ายน้ำข้ามทะเลสาบอินยาไปยังบ้านพักของอองซาน ซูจี และนั่นก็ทำให้เขาถูกจับกุม เมื่อเขากลับออกมาในอีกสามวันให้หลัง เขาได้พยายามทำแบบเดียวกันเมื่อสองปีก่อน แต่เบนหนีไปโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ในภายหลังเขาอ้างในการไต่สวนว่า เขามีเหตุจูงใจจากนิมิตของพระเจ้าซึ่งประสงค์ให้เขาบอกให้เธอทราบถึงความพยายามลอบสังหารก่อการร้ายที่คุกคาม

ต่อมาในวันที่ 13 พฤษภาคม ซูจีก็ถูกจับกุมอีกครั้งในข้อหาละเมิดเงื่อนไขคำสั่งกักบริเวณของเธอ เพราะอนุญาตให้ชายชาวต่างชาติที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเข้ามาพักอาศัยอยู่ในบ้านของเธอเป็นเวลาสามวัน ซึ่งเธออาจจะถูกตัดสินจำคุกจากการละเมิดกฎหมายดังกล่าว ซึ่งการพิจารณาซูจี และคนรับใช้หญิงของเธออีกสองคนเริ่มขึ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม โดยมีผู้ประท้วงจำนวนน้อยรวมตัวกันอยู่ด้านนอก ทูต และผู้สื่อข่าวถูกห้ามมิให้เข้าร่วมการพิจารณา อย่างไรก็ดี ในโอกาสหนึ่ง ทูตหลายคนจากประเทศสิงคโปร์ ประเทศรัสเซีย ประเทศไทย

และผู้สื่อข่าวก็ยังได้รับอนุญาตให้เข้าพบซูจีได้อัยการเดิมมีแผนเรียกพยาน 22 ปาก นอกจากนี้ ยังกล่าวหาจอห์น ยัตทอว์ว่าทำให้พม่าขายหน้า ระหว่างการแก้ต่าง ซูจีได้ออกมาแก้ต่างว่าเธอบริสุทธิ์ โดยมีพยานเพียงหนึ่งปาก ในขณะที่อัยการสามารถเรียกพยานได้ถึง 14 ปาก

ทั้งนี้ ศาลปฏิเสธพยานสองปาก คือ สมาชิกพรรคเอ็นแอลดี ทิน อู และวิน ทิน และอนุญาตให้การแก้ต่างเรียกได้เฉพาะผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายเท่านั้น หัวหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งชาติภายหลังยืนยันว่า ยัตทอว์เป็น “ผู้กระทำผิดอาญาหลัก” ในคดีที่ฟ้องต่อซูจี ตามข้อมูลในบันทึกช่วยจำ ซูจีต้องฉลองวันเกิดครบรอบ 64 ปี ของเธอในเรือนจำ

สำหรับการจับกุมเธอและการพิจารณาคดีภายหลังได้รับการประณามจากคนทั่วโลก ซึ่งเรื่องนี้ทางด้านของรัฐบาลพม่าวิจารณ์แถลงการณ์ดังกล่าวอย่างรุนแรง เพราะว่าเรื่องนี้มันได้สร้าง “ประเพณีอันไม่เป็นที่ยอมรับ” และวิจารณ์ประเทศไทยว่าแทรกแซงกิจการภายในของพม่า

อองซาน ซูจี คือใคร

อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีต่างประเทศ ญาณ วิน กล่าวในหนังสือพิมพ์แสงใหม่ของพม่า ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว “ถูกแสร้งทำขึ้นเพื่อเพิ่มแรงกดดันนานาชาติต่อพม่า โดยกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทั้งใน และนอกประเทศ ผู้ไม่ปรารถนาจะเห็นความเปลี่ยนแปลงทางด้านบวกต่อนโยบายของประเทศเหล่านั้นต่อพม่า”[เลขาธิการสหประชาชาติ บัน คี มุน สนองต่อการรณรงค์นานาชาติ ด้วยการบินไปยังพม่าเพื่อเข้าเจรจา แต่พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วยปฏิเสธคำร้องของเขาทั้งหมด

ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552 การพิจารณาความผิดสิ้นสุดลง โดยซูจีถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาสามปี โทษนี้ได้รับการลดหย่อนโดยผู้ปกครองทหารให้เป็นการกักบริเวณอยู่แต่ในบ้านต่อไปอีก 18 เดือน ในวันที่ 14 สิงหาคม วุฒิสมาชิกสหรัฐ จิม เว็บบ์ เยือนพม่า เข้าพบหัวหน้ารัฐบาลทหาร พลเอก ตาน ฉ่วย

และภายหลังกับซูจี ระหว่างการเข้าพบ เว็บบ์เจรจาการปล่อยตัวยิตทอว์ และส่งตัวออกนอกพม่า หลังคำตัดสินการพิจารณา ทนายความของซูจีว่า ตนจะอุทธรณ์ต่อโทษ 18 เดือน ในวันที่ 18 สิงหาคม ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา ได้ออกมาขอให้ผู้นำทหารพม่าปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด รวมทั้งนางอองซาน ซูจี ด้วย

และในการอุทธรณ์ครั้งนี้ อองซาน ซูจีได้แย้งว่า การพิพากษาลงโทษไม่มีหมาย อย่างไรก็ดี การอุทธรณ์ต่อโทษเดือนสิงหาคมถูกศาลพม่าปฏิเสธ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552 คำตัดสินดังกล่าวหมายความว่า เธอไม่อาจจะเข้าร่วมในการเลือกตั้งที่กำหนดขึ้นใน พ.ศ. 2553 ครั้งแรกในพม่าในรอบสองทศวรรษ ทนายความของเธอแถลงว่า ทีมกฎหมายของเธอจะอุทธรณ์รอบใหม่ภายใน 60 วัน

อิสระภาพ

ประวัตินายพลอองซาน

วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 อองซาน ซูจีได้รับการปล่อยตัวจากรัฐบาลทหารพม่า เมื่อวันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน ในปีเดียวกัน เธอก็ได้พบกับบุตรชายคนเล็กครั้งแรก โดยเธอได้รอรับบุตรชายที่สนามบินมิงกะลาดง เธอ และบุตรชายได้ปรากฏตัวที่มหาเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เธอได้อยู่ร่วมกับครอบครัว แม้จะไม่สมบูรณ์ก็ตาม

ต่อมาในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2555 นางซูจีได้เดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกกักบริเวณเมื่อปี พ.ศ. 2533 โดยอองซาน ซูจีเข้าร่วมประชุมสภาเศรษฐกิจโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออก ที่ประเทศไทย โดยก่อนหน้าการประชุมนางอองซาน ซูจีได้เยี่ยมแรงงานชาวพม่าที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อรับทราบปัญหาต่างๆ และให้กำลังใจแรงงานดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ ซูจี ยังได้เดินทางเพื่อไปตระเวนเยือนยุโรปตลอดเดือนมิถุนายน 2555 โดยนางซูจี เดินทางไปเยือนสวิตเซอร์แลนด์เป็นชาติแรกในยุโรปอีกด้วย หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยังนอร์เวย์ เพื่อไปรับรางวัลโนเบลสันติภาพด้วยตัวเอง หลังจากที่อองซาน ซูจีได้รับการประกาศชื่อให้เป็นผู้คว้ารางวัลเมื่อหลายสิบปีก่อน

อองซานซูจี รางวัลที่ได้รับ

หลังจากนั้นอองซาน ซูจีก็ได้ตระเวนเดินทางต่อไปยัง ไอร์แลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส โดยระหว่างการเดินทางเยือนยุโรป นางซูจี กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และยังกล่าวแถลงในรัฐสภาอังกฤษ รวมทั้ง เข้ารับรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนขององค์กรนิรโทษกรรมสากล ในกรุงดับลิน ของไอร์แลนด์ จาก โบโน ร็อกสตาร์ชื่อดังอีกด้วย

แต่เรื่องนี้ คนสนิทของเธอไม่เปิดเผยรายละเอียดการเยือนต่างประเทศของเธอมากนัก โดยได้ออกมากล่าวเพียงว่า เธอต้องพกยากล่อมประสาทไปด้วยจำนวนมาก เพราะว่าเธอเมาเรือ และเมาเครื่องบินง่ายมาก การเยือนยุโรปในครั้งนี้ของ นางซูจี มีขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของพม่า ซึ่งปัญหานี้เกิดการจลาจล และการเผาบ้านเรือนหลายร้อยหลัง โดยเธอปฏิเสธไม่ขอออกความเห็นในเรื่องดังกล่าว